[FIC] ::-:: Immortal love ::-:: - Intro

posted on 01 Sep 2009 19:05 by amiendaniel  in 05ImmortalLove

Title : Immortal love
Author : CoCoA
Pairing : Yunho X Jaejoong
Category : Romantic/Drama/Fantasy/Mpreg
Author Note :  บุคคลและสถานที่ในเรื่องเป็นเพียงสิ่งที่สมมติขึ้นมาไม่มีจริงตามประวัติศาสตร์หรือตำนานใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ

**โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน...แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น!

 

Intro…


ณ ดินแดนแห่งหนึ่งอันเต็มด้วยสัตว์นานาชนิดอันมีชื่อเรียกว่า ‘สัตวนคร’

ในแต่ละเผ่าพันธุ์ต่างก็ดำรงอยู่อย่างเป็นสุขไม่ข้องแวะต่อกัน...แต่ความสงบมักไม่ยั่งยืนนาน ความมืดเข้าปกคลุมนครแห่งนี้อย่างรวดเร็วเมื่อมีพวกไม่ประสงค์ดีย่างกรายรุกล้ำเข้ามา

ในคืนที่จันทราอับแสงทุกสรรพสิ่งมืดมิดยามราตรี  หากแต่สงบนิ่งไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวของเหล่าร้าย...แต่เมื่อใดที่ดวงจันทร์ทอแสงประกายเต็มดวง...วันนั้นคือวันแห่งหายนะ

เหล่าบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ล้วนล้มตายอย่างน่าอนาถ การเข่นฆ่าอย่างไร้ความปรานี  วิญญาณร้ายของหมู่มารเริ่มบุกรุกพื้นที่หากินของเหล่าประชากรนครแห่งนี้...   เขาเหล่านั้น เริ่มรู้จักคำว่า ‘มนุษย์’   แต่มนุษย์เป็นเพียงผู้นำพาเหล่าร้ายมาสู่เท่านั้น

มนุษย์ต่างเรียกชาวเมืองแห่งนี้ว่า ‘ปีศาจ’   แต่ใครเลยจะรู้ว่า แท้จริงแล้วจิตใจของผู้ใดกันแน่ ที่เลวร้ายถลำลึกได้ยิ่งกว่าสิ่งที่พวกเขากล่าวหา...  บางเผ่าพันธุ์เริ่มแปลงร่างให้อยู่ในรูปแบบของมนุษย์  เริ่มมีการสื่อสารสู่โลกภายนอกเพื่อต่อรองขอเจรจาให้มนุษย์หยุดการรุกรานแต่เพียงเท่านี้

แต่เรื่องราวกลับไม่จบลงด้วยคำว่า สันติ...  ทุกอย่างเลวร้ายลงทุกที  เมื่อมนุษย์ช่างโลภนัก พวกเขาบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าอันอุดมสมบูรณ์จนทำให้นานาสัตว์น้อยใหญ่ต้องย้ายถิ่นฐานเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อหากิน

และสิ่งสุดท้ายคือลมหายใจอันรวยริน  เมื่อมนุษย์ตอบแทนไมตรีที่เคยหยิบยื่นให้ด้วยการประหัตประหารพวกเขาเหล่านั้นอย่างเลือดเย็น...

มนุษย์คือสิ่งที่เหล่าปีศาจต่างเรียกขานกันว่า...วายร้าย

 

ยังมีเรื่องเล่าและตำนานอันน่าเกรงขามที่ตกทอดมาสู่ชนรุ่นหลัง...สัตวนครหลายเผ่าพันธุ์เริ่มผสมข้ามเผ่าพันธุ์จนก่อเกิดเหล่าลูกครึ่งสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกขานกันว่า ‘พวกมอนเกรล(Mongrel)’

มอนเกรลเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ต่างไม่มีชีวิตรอด หรือหากรอดก็มีลมหายใจที่ไม่สมบูรณ์และไม่อาจใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ได้นานนัก และพวกเขาก็ไม่ได้รับการยกย่องหรือการให้การต้อนรับใดๆ จากเผ่าพันธุ์ของตนเอง

จุดจบจึงลงเอยด้วยความตาย...
……
….

“ฮ้าว~...ทำไมถึงมองมนุษย์ในแง่ร้ายกันนักนะ งงว่ะ” ร่างบางขยี้ตาขยุกขยิกสองสามทีก่อนจะกางหน้าหนังสือของน้องชายต่างสกุล ออกอ่านต่อ

ไลแคน...มนุษย์หมาป่าขนสีเงิน ดวงตาสีฟ้า ว่องไวปราดเปรียวดุจสายลม  กลับต้องพ่ายย่อยยับเมื่อต้องต่อสู้กับเหล่าแวร์วูล์ฟ มนุษย์หมาป่าซึ่งทรงพลังมากกว่า...  แม้จะด้วยศักดิ์ศรีแห่งเลือดบริสุทธิ์  แต่ก็ยังจำใจล่าถอย เพื่อเอาชีวิตรอด...รอวันกลับมาแก้แค้น

ประชากรแวร์วูล์ฟมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากมนุษย์ผู้บุกรุกเพียงหนึ่งคน ที่ยอมให้แวร์วูล์ฟกัด เพราะต้องการพละกำลังที่เหนือกว่าไลแคน และ เกิดการแพร่ขยายพันธุ์จนสัตวนครแทบล่มสลาย

พวกมันเริ่มขยายอาณาเขตและเข้ารุกรานเขตแดนของผู้อื่น ในยามที่จันทราซ่อนเร้นใต้เมฆหมอกพวกมันจะรวมตัวกันในร่างของมนุษย์เพื่อปกป้องตนเอง แต่เมื่อใดที่จันทราส่องแสง พวกมันจะออกอาละวาดและเข้ายึดครองอาณาเขตของผู้อื่นอย่างไม่ปรานี

ฟินิกซ์สัตว์วิเศษในตำนานที่อาศัยร่วมดินแดนถิ่นนี้เช่นเดียวกัน  เริ่มเกิดความขุ่นเคืองและออกล่าเหล่าแวร์วูล์ฟและมนุษย์ทรชน...

โนวาดราก้อน  มังกรไฟ แม้จะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวที่รอดพ้นจากเหล่าแวร์วูล์ฟก็ยังออกมากวาดล้างพวกมันเช่นกัน...แม้จะหลงเหลือเพียงน้อยนิด แต่ขอสู้ขาดใจในวันที่พวกแวร์วูล์ฟอ่อนแอไร้กำลังที่สุด ก่อนที่จันทราจะนำพลังมหาศาลมาสู่พวกมัน

แวมไพร์...สิ่งมีชีวิตผู้ไม่ยอมตาย วิญญาณเหล่านั้นหวนคืนสู่การมีชีวิตอีกครั้งด้วยลมหายใจอมตะนิรันดร์กาล หากแต่ความอมตะก็ไม่อาจยึดถือได้ตลอดไป  เมื่อเหล่าหมาป่าก็สามารถพรากลมหายใจพวกมันไปได้เช่นกัน

และที่เลวร้ายกว่านั้นคือกระสุนเงินของเหล่านักล่านามว่ามนุษย์ผู้หมายจะคร่าชีวิตเหล่าแวมไพร์...พวกมันดิ้นรน ต่อสู้ และหลบหนีเข้าสู่พงไพร...และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปราบเหล่าร้ายทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น แวร์วูล์ฟหรือมนุษย์...

“โอ๊ย!!! อ่านหน้าแรกมาตั้งสามรอบแล้วยังไม่เข้าใจเล้ย!!!!!” ร่างบางโวยวายหัวเสียอยู่คนเดียวเมื่อหนังสือเล่มหนาในมืออ่านยังไงก็ยังหาความกระจ่างชัดไม่ได้เสียที

“สมองทึบๆ อย่างพี่แจจุงจะไปเข้าใจได้ยังไง...ผมเตือนแล้วว่าอย่าอ่านก็ไม่เชื่อ!” เสียงมารผจญ ดั่งสวรรค์แกล้งหรือนรกชังก็ไม่อาจทราบได้ ที่ทำให้คิมแจจุงผู้นี้ต้องมาพาลพบกับหมอนี่!

แจจุงปรายตามองด้วยความเคืองที่โดนผู้น้องตอกย้ำความฉลาดน้อยของเขาให้ต้องอับอาย

“ก็หนังสือบ้าๆ ของนายเนี่ยมันมีพวกสัตว์เต็มไปหมดเลยนี่นา!...ชางมินนายก็งงเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ?!” แจจุงผู้ไม่เคยเดียวดาย...และไม่มีวันโทษตัวเอง! โต้กลับ

“ผมยังไม่ได้อ่าน” คำตอบสั้นๆ เล่นเอาคนเป็นพี่ตาโต

“ก็...ฉันเห็นมันวางอยู่ที่โต๊ะหนังสือของนายหลายวันแล้วนะ...นายจะด่าฉันว่าโง่อีกแล้วใช่มั้ยเนี่ย!!” แจจุงรีบแหวใส่ทันทีเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของคนปากร้ายอย่างชิมชางมินอีกต่อไป

“ยังไม่ได้อ่านจริงๆ...ผมไม่มีเวลามานั่งไร้สาระอ่านเรื่องเพ้อเจ้อแบบนั้นหรอกน่ะ” ชางมินไม่ได้สนใจพี่ชายผู้ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของตนแต่อย่างใด...ปากไม่เล็กนักยังคงไม่ว่างเว้นจากขนมขบเคี้ยวที่ถือติดมือเข้ามาด้วย

“ถ้ายังไม่ได้อ่านแล้วรู้ได้ไงว่าเพ้อเจ้อ?” แจจุงจับผิด แต่ชางมินกลับเอียงคอตอบอย่างไม่ยี่หระว่า...

“ก็มันเป็นหนังสือนิยายนี่ครับคุณพี่...นิยายน่ะมันก็มีแต่เรื่องเพ้อเจ้อเพ้อฝันทั้งนั้นน่ะแหละ...คิดหน่อยสิ คิดๆๆ” ยังไม่วายทับถม

แจจุงกัดฟันกรอดเถียงสู้ไม่ได้ยังพอว่า  แต่ไม่มีโอกาสได้โจมตีกลับแบบนี้เสียฟอร์มอย่างจัง...  ร่างบางจึงปิดฉากหนังสือเล่มนั้นก่อนจะสะบัดก้นงามๆ และคอระหงที่เกรงว่าจะหักได้ถ้ายังคงสะบัดหน้าด้วยอัตราเดิมเช่นนี้อีก ก่อนจะปีนขึ้นไปนอนบนชั้นสองของเตียง ซึ่งชั้นล่างเป็นของชางมิน

ღღღღღღღღღღღღღ


แจจุงของข้า กลับมา จงกลับมาหาข้า

แจจุง...

ยอดดวงใจของข้า

กลับมา

กลับมาหาข้า...


“ไม่...ไม่ไป...ไม่ไปไหนทั้งนั้น...ไม่ อ๊ะ!!!” แจจุงสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเหงื่อเม็ดเล็กผุดทั่วใบหน้าด้วยความตื่นกลัว

“ชะ...ชางมิน...ชางมิน” แจจุงพยายามส่งเสียงเรียกน้องชาย แต่ทว่าเจ้าจอมแสบก็หลับลึกเสียเหลือเกิน...ดวงตาสีนิลกลอกไปมาซ้ายขวาอย่างหวาดหวั่นพรั่นพรึง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงนี้

ราวกับใครสักคนกำลังเพรียกหาด้วยความทรมาน

ใครกัน?

“ชางมินตื่นหน่อยสิ...ชางมิน!!” แจจุงห้อยหัวลงมาปลุกน้องชายอีกครั้ง...ชางมินงัวเงียขยับตัวลุกขึ้นมาเปิดโคมไฟที่หัวเตียง

“รายยยยอ่ะ” น้ำเสียงยานคางบอกให้รู้ว่าไม่เต็มใจตื่น

“ฉันกลัวอ่ะ” สารภาพเสียงอ่อย...ชางมินส่ายหัวอย่างหนักใจ

“ลงมาๆ” กวักมือเรียกสองสามทีเพื่อให้มานอนเตียงเดียวกัน

“แน่ใจนะว่านายจะไม่ถีบฉันกระเด็นจากเตียงอีกน่ะ” แจจุงค่อนข้างเข็ดและยังจำรสชาติบาทาของน้องคนนี้ได้ดี

“เดี๋ยวถีบโดนก็รู้เองแหละ...อย่าเรื่องมากนักผมจะปิดไฟแล้วนะ” ชางมินเริ่มหงุดหงิดคนกำลังฝันหวานแท้ๆ

“ใจร้ายชะมัดเลย...ไอ้น้องเวร!!” ปากก็บ่นแต่กลับปีนลงจากเตียงด้านบนลงมาอย่างไม่มีอิดออด

และทันทีที่แจจุงเข้ามายึดที่ข้างๆ เขาไป ชางมินก็เอื้อมมือปิดโคมไฟทันที

แจจุงเจ้าอยู่ที่ไหน...
แจจุงที่รักของข้า...

“ไม่...ไม่อยู่...ไม่ได้ชื่อแจจุงโว้ย!” ร่างบางเอามือปิดหูแน่น  ยิ่งนับวันเสียงนี้ก็ยิ่งชัดเจน

ชัดเจนเกินไปจนน่ากลัว

“เป็นบ้าอะไรของพี่อีกเนี่ย” ชางมินหันมาถามอย่างรำคาญหลังจากที่รู้สึกราวกับมีปลามาตอดอยู่ที่หลังของเขา

“นายไม่ได้เสียงเหรอชางมิน...ฉันกลัวจริงๆ นะ” แจจุงแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว แม้ในความมืดอาจจะมองไม่เห็นแต่ชางมินก็ไม่ใจร้ายถึงขั้นทอดทิ้งให้พี่ชายต้องหวาดหวั่นเพียงลำพัง...นิ้วยาวกดสวิตช์เปิดโคมไฟอีกครั้ง

“พี่นอนไปก่อน...เดี๋ยวผมเฝ้าให้” ชางมินตัดสินใจลุกขึ้นมาเฝ้ายามให้พี่ชายคนสวย

แจจุง...

“เรียกอีกแล้ว!” แจจุงผวากอดชางมินทันทีด้วยความตกใจ...เด็กหนุ่มมองไปรอบๆ ห้องเพื่อตรวจสอบหาที่มาและพบว่าไม่มีสิ่งใดน่าสงสัย

“นอนเถอะพี่แจจุงอย่าไปสนใจนักเลย...ประสาทจะกินเอาเปล่าๆ” ชางมินไม่ได้ยินเสียงนั้นน้ำเสียงที่ทุ้มกังวานจากที่ห่างไกล แต่น่าแปลกที่มันช่างชัดเจนเหลือเกินสำหรับแจจุง

แจจุงช้อนตามองน้องชายอีกครั้งราวกับจะอ้อนวอนอะไรสักอย่างซึ่งชางมินก็รู้ได้ทันที...

ร่างโปร่งเดินไปกดสวิตช์ไฟที่ผนังห้อง เพื่อให้แสงนีออนจากหลอดไฟกล่อมให้นางฟ้าขี้กลัวนอนหลับฝันดีอย่างสบายใจ...แม้มันจะแยงตาเขาแค่ไหนก็ตาม

ღღღღღღღღღღღღღ

เช้าวันใหม่ในวันที่อากาศกำลังเย็นสบายแสงแดดอ่อนๆ ช่วยปลุกให้คนขี้เซาทั้งสองเริ่มรู้สึกตัวและตื่นจากนิทราอันหลับใหล

“แจจุง ชางมิน ตื่นได้แล้วลูก...วันนี้มีเรียนแต่เช้าไม่ใช่เหรอ?” เสียงของหญิงวัยกลางคนกระทบเข้าสู่โสตประสาท ชางมินทำหน้ายุ่งก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหน้าจนมิด แต่แจจุงกลับยอมลืมตาตื่นแต่โดยดี  ด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยนของผู้เป็นน้าสาวทำให้เขาไม่กล้าจะงอแง

“แล้วทำไมแจจุงลงมานอนกับชางมินอีกแล้วล่ะลูก...นอนข้างบนไม่สบายเหรอ?” คุณนายชิมสงสัย...หลายครั้งแล้วที่เธอเข้ามาปลุกและเห็นว่าลูกชายของเธอต้องแบ่งเตียงให้กับหลานชายหน้าสวยคนนี้

“เปล่าฮะ...ไม่เชิงว่าอย่างนั้น” แจจุงปฏิเสธ แต่ด้วยความงัวเงียจึงไม่ทันได้เห็นสายตาอันเต็มไปด้วยความห่วงใยของผู้เป็นน้าสาว

“น้าเปลี่ยนเป็นเตียงเดี่ยวให้ดีมั้ยลูก...นอนเบียดกันแบบนี้เดี๋ยวก็โดนชางมินถีบตกเตียงอีกหรอก” นางมินนารีบรุดเดินอีกฝั่งเพื่อนั่งลงพูดคุยกับหลานรักด้วยความเป็นห่วง เพราะรู้ดีว่าลูกชายของเธอเองนอนดิ้นยิ่งกว่าอะไร

“ไม่ต้องหรอกฮะ...สิ้นเปลืองเปล่าๆ แจจุงนอนได้” ร่างบางปฏิเสธความหวังดีอีกครั้ง เนื่องจากฐานะทางครอบครัวชิมไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากนัก แค่ฐานะปานกลางเท่านั้นแต่เมื่อมีสมาชิกเพิ่มเข้ามาใหม่อย่างเขาก็ทำให้ครอบครัวชิมต้องเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายขึ้นมาไม่น้อย

“เอาเถอะจ้ะ...ถ้าไม่ชอบนอนข้างบนก็เปลี่ยนให้ชางมินขึ้นไปนอนแทนก็ได้” นางมินนามักใจดีกับหลานคนนี้เสมอ เพราะคิมแจจุงคือลูกชายคนเดียวของพี่สาวเธอและยังเป็นหลานชายเพียงคนเดียวของเธออีกด้วย

“น้ามินนาใจดีจังเลย...ไม่เห็นเหมือนชางมินสักนิด...รายนั้นนะชอบแกล้งแจจุงอยู่เรื่อยเลย” ปากกลมๆ ได้ทีฟ้องใหญ่

“เก็บปากกลมๆ ของพี่แล้วไปทำกับข้าวไป...ก่อนที่ผมจะไล่พี่ไปนอนชั้นล่าง!” ชางมินหูดีได้ยินเสียงหวานๆ กำลังหาภัยมาสู่เขา ชางมินก็รีบเด้งตัวขึ้นมาข่มขู่ทันที

“ทำไมไปพูดกับพี่เขาอย่างนั้นล่ะลูก...ไม่น่ารักเลย” นางมินนาเอ็ดใส่ชางมินทันที

“โห่ แม่...นี่ลูกนะลูก จะเข้าข้างกันบ้างได้มั้ยเนี่ย” ชางมินแสร้งตัดพ้อ แจจุงเบ้หน้าอย่างหมั่นไส้

“เดี๋ยวเถอะชางมิน! ชักเอาใหญ่แล้วนะเรา” นางมินนาส่งเสียงดุลูกชายอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเพื่อให้เวลาหนุ่มๆ ได้ทำกิจวัตรยามเช้า

ღღღღღღღღღღღღღ

มหาวิทยาลัยโซล

มหาวิทยาลัยที่เหล่านักศึกษารุ่นใหม่ต่างก็อยากตบเท้าเข้ามาเรียนที่นี่กันทั้งนั้น และเนื่องด้วยที่ขึ้นชื่อ  ในเรื่องของการสอบเข้าที่ใครๆ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเข้ายากสุดๆ แต่สำหรับชางมินนั่นไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเขา...และแน่นอนว่ามันคงยากลำบากมากสำหรับคิมแจจุงที่จะสอบเข้าที่นี่ให้ได้

“ปี 2 ใช่มั้ย?...อย่าลืมเข้าชมรมตอนเย็นด้วยนะ” รุ่นพี่คนหนึ่งเดินมาหยุดอยู่หน้าพวกเขาและพูดอย่างรวดเร็วก่อนจะไป

“โดดกันเถอะ” แจจุงชวนชางมินโดดชมรม

“แหงล่ะว่าต้องโดด...เย็นนี้เราต้องไปกวาดลานหน้าโบสถ์ แถมยังต้องเข้าไปทำความสะอาดคฤหาสน์หลังนั้นอีก...ตายๆๆๆ” ชางมินบ่นอย่างเครียดๆ กับงานพิเศษที่เขาต้องทำร่วมกับแจจุง...ก็งานพวกนี้เขาถนัดซะที่ไหน

ღღღღღღღღღღღღღ


เย็นย่ำยามอาทิตย์อัสดง

ชายหนุ่มทั้งสองกลับจากมหาลัยแล้วตรงดิ่งมาทำความดีด้วยการกวาดลานหน้าโบสถ์ทันที ก่อนจะรีบบึ่งไปยังคฤหาสน์หลังงามที่ไม่มีเจ้าของมาจับจองแต่ยังต้องทำความมสะอาดเอาไว้เพื่อรอเวลาให้ผู้มาใหม่ได้ย้ายเข้ามาอยู่อย่างสะดวกโดยพวกเขาจะได้รับเงินค่าจ้างในอัตราที่คุ้มค่าเหนื่อยพอสมควร...และมันก็ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในบ้านไปได้พอตัวเลยทีเดียว

“เหนื่อยชะมัด...ทำไมมันใหญ่จังวะ” ชางมินกวาดตามองรอบๆ ห้องโถงใหญ่ด้วยความท้อใจ ต้องใช้เวลาอีกกี่ชั่วโมงถึงจะกวาดได้ทั่วถึง

“ทำเป็นบ่นไปได้” แจจุงหันมาค้อนใส่ เขานั่งขัดถูบันไดหลายสิบขั้นตั้งแต่ชั้นบนลงมาชั้นล่างเหนื่อยเสียยิ่งกว่า
ยังไม่ได้บ่นอะไรสักคำ!

“อ้าว เด็กๆ ยังทำความสะอาดไม่เสร็จอีกเหรอ?” ผู้ดูแลคฤหาสน์เดินเข้ามาพอดี

“ยังเลยครับ เราเพิ่งจัดการกับชั้นบนเรียบร้อยเองครับ ยังเหลือข้างล่างอีกบานเลย” ชางมินเอ่ยตอบผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้ด้วยความสนิทสนมเนื่องจากรู้จักกันมานานพอสมควร เพราะเขาสองพี่น้องเข้ามาเป็นเมดให้คฤหาสน์หลังนี้จึงได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ดูแลท่านนี้

“อาทิตย์นึงทำความสะอาดแค่ครั้งเดียวพวกเธอก็คงเหนื่อยลากเลือดเลยล่ะสิท่า...ฮ่าๆๆ” ผู้ดูแลหัวเราะชอบใจ

“แล้วเมื่อไหร่จะมีคนย้ายมาสักทีล่ะครับ...แล้วถ้ามีคนย้ายเข้ามาแล้วคุณคังยังจะจ้างพวกเรารึเปล่า?” แจจุงเดินมาพูดคุยด้วยและถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“พวกเขายังจ้างเธอ” คุณคังเอ่ยสั้นๆ

“เอ๋...พวกเขา? ใครเหรอครับ?” ชางมินสงสัย

“ก็เจ้าของคนใหม่น่ะสิ เขาจะย้ายมาอยู่อาทิตย์นี้ หลังจากที่พวกเธอทำความสะอาดเสร็จ” คุณคังกล่าวด้วยรอยยิ้มบางอย่างอ่อนโยน เขาเอ็นดูเด็กสองคนนี้มาแต่ไหนแต่ไร และเหมือนมีบางสิ่งที่ทำให้เขาต้องคอยให้การช่วยเหลือเด็กทั้งสองอยู่เสมอ

“โอ้ววว...ข่าวดีนะเนี่ย” แจจุงตาพอง

“อ่า...ผมจะมีเพื่อนบ้านเป็นคนรวยแล้ว!” ชางมินวาดฝันถึงเพื่อนบ้านแสนสวย

“หยุดสร้างวิมานในอากาศได้เลยเจ้าหนู...คุณๆ ที่จะย้ายมาน่ะ...ชายล้วน!” คุณคังรีบดับฝันของชางมินให้สลายไปทันที

“ว้า~” ชางมินทำหน้าเสียดาย แต่กลับเรียกรอยยิ้มให้คุณคังและแจจุงได้เป็นอย่างดี


โดยหารู้ไม่ว่าภาพของบุคคลทั้งสามที่กำลังยืนสนทนากันและหัวเราะกันอย่างรื่นเริงได้อยู่ในสายตาสี่คู่ที่ทอดมองมา

ผู้หนึ่ง...โหยหาอย่างเจ็บปวด คิดถึงแทบขาดใจ
ผู้หนึ่ง...ทรมานและต้องการคนผู้นั้นหวนกลับคืน

และยังมีข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์อีกสองคนที่กาลเวลาไม่อาจพรากความจงรักภักดีนี้ไปได้

ღღღღღღღღღღღღღ

To be con