[SF] ♥ น่ • า • รั • ก ♥ : YooSu, P.2/?
posted on 25 Mar 2011 22:53 by amiendaniel in a01ShortFic
Title : ♥ น่ • า • รั • ก ♥
Couple : YooSu
Author : Kim Yun-a
Genre : Romantic / Comedy
Author’s note : Requested by midnight train ... {สถานที่และเรื่องราวเป็นเพียงสิ่งสมมติ}
Couple : YooSu
Author : Kim Yun-a
Genre : Romantic / Comedy
Author’s note : Requested by midnight train ... {สถานที่และเรื่องราวเป็นเพียงสิ่งสมมติ}
---------------#o#---------------
-2-
“แหม...วันนี้ ใส่เสื้อสีฟ้าด้วย เข้ากับคอนแท็กเลนส์สีฟ้าเลยนะ” คนที่กำลังเดินหยุดกึกมองหาต้นเสียง สักพักไอ้ตัวการก็คลานออกมาจากเต็นท์ของตัวเอง
นึกว่าใคร ที่แท้ก็ไอ้หน้าสัตว์ปีกนี่เอง
ยกมุมปากเบื่อๆให้หนึ่งทีแล้วก็กะจะเดินต่อไปยังจุดหมายปลายทางเต็นท์ลายทหาร
อีกคนมันไม่ยอมลดละนี่สิ
“แดด ร้อนนะเช้านี้ ไม่ลองหาหมวกผ้านิ่มๆมาใส่ด้วยล่ะจ๊ะ” ปล่อยความห่วงใยหวานๆ แล้วก็ออกมายืนบิดซ้ายบิดขวายืดเส้นยืดสายอยู่ใกล้ๆ แม่คุณของเราก็อดหยุดฟังไม่ได้
“อยากใส่ก็ไปหาใส่เองไป๊ ไร้สาระ!” ทิฐิมันมากก็อย่างนี้แหละ แต่แล้วคนที่สะบัดหน้าพร้อมก้นงอนที่คิดอยู่ว่าจะเดินหนีก็ต้องกัดฟันกรอดๆ ทั้งๆ ที่เกือบจะอมยิ้มอยู่แล้วด้วยซ้ำ เมื่อ...
“ก็แหม มันไม่เหมาะกับพี่นี่นา หมวกนิ่มๆน่ะเข้ากับน้องแบรนด์ออก จะได้เข้ากับสมองนิ่มๆ ไงครับ” ว่าแล้วก็เดินผิวปากจากไปอย่างสบายอารมณ์ ทิ้งให้อีกคนยืนกัดฟันกรอดๆ กำกำปั้นจนมือแดงไปหมด
“กล้าดียังไงมา ว่าชั้นห๊าาาาา ไอ้คนปากเสีย นิสัยไม่ดี วางท่าคิดว่าแน่เหรอ ไอ้รุ่นพี่หัวเถิกเอ๊ย!!!” เตะฝุ่นไล่หลังปากสั่นตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า
ตั้งแต่เกิดมา ไม่ว่าพ่อหรือแม่ หรือแม้กระทั่งเพื่อนรักก็ไม่เคยว่าเขาแรงขนาดนี้ คิมจุนซูไม่ใช่คนสมองนิ่มซักหน่อย!
????
“จะ ไม่พูดด้วยแล้ว ไม่ฟังอะไรแล้วโว้ยยยยย จะด่าให้แสบเป็นพริกเข้าตาก็จะไม่สนใจแล้ว โป้งไอ้คนหน้าไก่ T^T โป้งๆๆๆ” ทำปากยื่นแสนงอนเสียจนคนที่เหลือบหางตามามองอดหัวเราะขำๆ ไม่ได้ แต่เสียงหัวเราะก็แห้งไป เมื่อ...
“ยืนยกโป้งใส่ใครล่ะตัวเล็ก หืม?” ชางมินได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายก็ออกมาจากเต็นท์ พบว่าต้นเสียงอยู่ไม่ไกลนี่เอง
เจ้าหนูเสื้อฟ้าที่กอดอกเชิดหน้ายอมอ่อนข้อหันมาทำตาแป๋วให้คนที่ยืนลูบหัว ตนอยู่ ยิ้มน่ารักๆของคนที่เพิ่งโกรธเกรี้ยวถูกส่งไปให้คนใจดี ส่วนคนที่แอบมองก็จิ๊ปากแล้วเดินห่างออกไป
“ไก่ขันรับแต่เช้าเลยฮะ”
“หน้าหงิกแบบนี้ตกลงว่าไก่ขันรับรึมันไปจิกตรงไหนเข้ารึเปล่า ฮื๊ม?” หัวน้อยนิ่มๆโคลงเคลงไปกับมือใหญ่ๆ อย่างมีความสุข
“ไม่เอาแล้วฮะ ไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว จุนซูหิวจะแย่แล้วพี่ชางมิน มีอะไรกินรึเปล่าฮะ”
“เด็กคนนี้นี่น๊า ถ้าไม่เจอพวกพี่จะอยู่ยังไงนะเรา กลับไปพี่จะฟ้องคุณน้าทำโทษเลยซะดีมั้ย”
“ไม่ น๊าาาาาา อุตส่าห์พูดเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดูแลตัวเองให้ได้ ถ้าคุณแม่รู้เข้ามีหวังโดนสั่งห้ามออกนอกบ้านเป็นเดือนแน่เลยอ่า” หน้าแบ๊วๆ หงอยลงทันตา ชางมินนึกเอ็นดูบีบแก้มนุ่มจนอมชมพูไปหมด
“พี่ทำโจ๊กไว้ที่ข้างเต็นท์แหนะ จุนซูไปนั่งรอพี่ตรงเก้าอี้ไม้ตรงโน้นนะ เดี๋ยวไปนั่งทานด้วยกัน”
“ฮะ”
“ฮั๊ยยะ!! อ๊ากกก”
เสียง คุ้นๆดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลนัก แต่จุนซูไม่สามารถจับสังเกตได้ว่ามาจากตรงไหน ร่างบางไม่ได้ใส่ใจจึงเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ไม้ตามที่ชางมินบอก
“เชี่ย เอ๊ย!! ใครแมร่งมาวางหม้อน้ำร้อนแถวนี้ฟะ? ร้อนๆๆๆ” ยอดชายนายเหม่งนั่งกุมฝ่าเท้าที่โดนน้ำร้อนวิ่งผ่านรูโหว่ผ้าใบไปให้ความ อบอุ่นถึงกระดูกดำ
“นี่ยาเว้ย ทาซะ ก่อนหนังมันจะลอก ไอ้นี่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ” ชางมินที่ไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไหร่โยนหลอดยาให้
“ขอบใจ” ยูชอนรับยามาแล้วก็นั่งนิ่งๆทาแผลให้ตัวเองพลางนึกโทษใครสักคนที่มันมาต้มน้ำไว้ข้างๆ เต็นท์เขา
ข้างๆ หม้อน้ำมีซองรามยอน
รามยอนยี่ห้อโปรดของยูชอนที่มีเขาคนเดียวที่ชอบกิน
มีถ้วย ตะเกียบ ช้อน วางไว้ 1ชุด
ข้างๆ มีถ้วยรามยอนที่กินไปแล้ววางอยู่
“กูต้มเองนี่หว่า”
“ไอ้ บ้าเอ๊ย ต้มเอง ลืมเอง ลวกตัวเอง แกนี่มันประสาทขึ้นทุกวันนะ” ชางมินถือถ้วยโจ๊กเดินผ่านเพื่อนสุดซวยไปยังเจ้าตัวเล็กที่นั่งยิ้มแป้นดีใจ กับอาหารเช้าฝีมือคนโปรด
โจ๊กหมูบดกับรามยอนอินดี้ มันก็ต่างกันตรงนี้ล่ะว๊า
...พ่อคุณเอ๊ย จะต้มให้เขาแต่แรกก็มัวแต่ไปกัดกันจนเป็นเรื่องเป็นราว
(ว่าที่) รักแท้แพ้โจ๊กคุณหมอซะล่ะม้างงงง...
---------------#o#---------------
“รีบกินไปมั้ยเรา เดี๋ยวก็ลวกปากหรอก เด็กนี่น๊า”
“ว่าแต่เค้าเป็นเด็ก ชริชริ ... อื้ม วันนี้พวกพี่ชางมินจะไปไหนกันเปล่าฮะ”
“เขาจะเดินป่ากัน พี่ก็รอเรานี่แหละ จะถามว่าไปด้วยมั้ย” อีกคนอยากจะตอบจนแทบสำลักข้าวบดที่ยังไม่แตะทางเดินอาหารดี
“ไปสิฮะ ไปๆๆๆ” ตอบรัวเร็วด้วยความกระตือรือร้นที่จะได้เดินทางแบบ...อากาศดีๆ ธรรมชาติสวยๆ ฟังเสียงนกร้องกับพี่ชางมิ...
“เดี๋ยวยูชอนมันก็จะไปด้วย”
เพล้ง!!!!!!!!!!!!!!!!
เสียงฝันใครบางคนแตกสลาย
ไม่ --- มี --- ชิ้ --- น --- ดี
“ทะ ..ทำ ไม... เอ่อ...”
“เผอิญพี่เดินป่าไม่เก่งน่ะ เลยขอให้ปาร์คมันช่วยพาเดิน” ตอบราวกับรู้ว่าไอ้เจ้าเด็กน้อยนี่สงสัยอะไร
“แล้วคนอื่นๆล่ะฮะ คือ คนอื่นๆ เขา...”
“พวกนั้นออกไปตั้งแต่ก่อนไก่ตื่นอีก พอไก่ขันนี่คงได้ครึ่งทางแล้วมั้ง ฮ่ะๆๆ จุนซูเป็นอะไรรึเปล่า ถ้าไม่สบายนอนพักได้นะ”
“ก็บอกแล้วว่าให้สวมหมวก ‘นิ่มๆ’ ก็ไม่เชื่อ” เสียงทุ้มนุ่มแสนสยดสยองดังมาจากหลังหูซ้าย จุนซูหันขวับ
“ฉันสบายดีเว้ย!!! ไปไกลๆเลยนะ โป้งแล้ว!!! ไม่คุยด้วย!!” หันหน้าหนีซดโจ๊กคำแล้วคำเล่าจนปากแทบพอง
“ปาก ก็บอกไม่พูดด้วยๆ ไหงเราแซวนิดแซวหน่อยร้องโป้งๆ เสียงดังเชียว” เจ้าพ่อกวนโอ๊ยยังไม่เลิกต่อปากต่อคำ ซ้ำยังนั่งลงข้างๆ คนที่กำลังหงุดหงิด
“โอ๊ย!!!” เสียงแหลมหวีดขึ้นถ้วยชามไม่ได้สนใจ นางจับโยนเขวี้ยงไปไม่รู้ทิศรู้ทาง แม้แต่ชางมินที่อยู่ตรงหน้าก็ต้องถอยผงะ
ปาร์คยูชอนที่อยู่ข้างหลังถึงกับพูดไม่ออกเมื่อโจ๊กร้อนๆ ราดลงต้นขาระยะประชิดปาร์คน้อยเพียงเซนติเมตร
“เพื่อนครับ ไปรอตรงโน้นก่อนเลยครับ ใต้ต้นไม้ร่มๆ สงบจิตสงบใจคนแรกเลยครับ” ชางมินส่งสายวิงวอนพร้อมผายมือให้เพื่อนอย่างสุภาพ
“หน้า ผากนี่ทำงานเหมือนแผงโซลาร์เซลส์รึไงห๊ะ! กักเก็บดีจริงไอ้คำพูดกวนประสาทเนี่ย ไม่อยากจะวีนเลย ... ไม่เลยจริงๆ!!!” ถ้อยคำตำหนิที่ดูเหมือนอยากสงบศึกอยู่ลึกๆ ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเหลืออด เจ้าตัวเล็กไม่ยอมมองหน้าใครเลย
“ไม่เอานะครับน้องจุนซู ยูชอนมันเดินไปแล้วน่า ไม่อารมณ์เสียนะคนเก่ง” ชางมินรั้งข้อมือคนที่กำลังฟัดเหวี่ยงอากาศให้อยู่นิ่งๆ
จุนซูนั่งลงกับเก้าอี้ไม้ตัวเดิม เม้มปากแน่นก่อนจะหยีตาให้กับแสงอาทิตย์
“จุน ซูขอโทษนะฮะ จุนซูเป็นเด็กไม่ดี ต่อปากต่อคำกับรุ่นพี่” ตาแป๋วสบมองกับความอ่อนโยนที่ไม่เคยจางหายจากใบหน้าคมเข้ม ร่างบางระบายยิ้มได้อีกครั้ง
ผิดจากอีกคน
ไม่ใช่ว่าเขารู้สึกผิดไม่เป็น
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนที่ชอบกลั่นแกล้งคนอื่นไม่ยอมลดราวาศอก
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนไม่ดี
บางครั้งก็อยากให้มือสักข้างได้ลูบศีรษะใครสักคน
บางครั้งก็อยากจะเป็นเหตุผลที่ทำให้คนบางคนคนนั้นยิ้มได้
แต่อะไรกันนะที่ทำตัวเป็นเกราะหนาปิดกั้นอีกด้านของเขา
อคติ ?
.
.
.
แน่เรอะ??
---------------#o#---------------
“พร้อม รึยังตัวเล็ก อย่าลืมหมวกล่ะ แดดมันออกจะจ้านิดหน่อยนะ ใส่ไปเผื่อไว้ก็ดี” ชางมินร้องเตือนอยู่ไกลๆ สักพักจุนซูก็เดินออกมา
“พร้อมแล้วฮะ”
“อ่ะ ไอ้มิน ฉันทำยาเส้นเสร็จแล้ว ใส่ให้ยัยแบรนด์ด้วยละกัน” ยูชอนยื่นถุงพลาสติกบรรจุยาเส้นเปียกหมาดๆ ส่งให้ชางมินก่อนจะไปจัดการของตัวเองไกลๆ เงียบๆ จุนซูที่เชิดหน้าไปทางอื่นเหลือบมองด้วยหางตา ... รู้สึกแปลกๆ
“ถอดรองเท้าออกมาก่อนนะ พี่จะเอายาเส้นปูให้ ตอนเดินป่าทากจะได้ไม่เข้ารองเท้า”
“มันก็เหม็นสิฮะ เอ่อ แต่คู่นี้ไม่แพง อืม อ่า ... ก็ได้ฮะ” ถอดรองเท้ายื่นให้อย่างไม่เต็มใจนัก
ทั้ง สามคนออกเดินทางไปตามเส้นทางเดินป่าที่ทางเจ้าหน้าที่ประจำเขาซอรัคซานแนะนำ พร้อมกับส่งแผนที่ให้กับยูชอน ชางมินถือกระเป๋าที่มีชุดยาสามัญและของว่างเล็กๆ น้อยๆ ยูชอนนั้นมีเป้ที่บรรจุน้ำเปล่าและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเดินป่า
ส่วนคิมจุนซูถือพัดพลาสติกตัวปลิวเดินตามหลัง
“แว๊กกกกกกกกกก อิตัวพวกนี้มันคืออะไรอ๊าาาาาาาา” เจ้าของฉายาเด็กแบรนด์กระโดดหยองแหยงด้วยปลายเท้าราวกับกำลังระบำบัลเล่ต์
“ใจ เย็นๆ จุนซู!! ไม่มีอะไรหรอกนะ นั่นมันตัวทาก ไม่ต้องกลัวๆ” ไม่ทันที่ยาเส้นจะออกฤทธิ์ ตัวประหลาดอันไม่พึงประสงค์ก็โผล่มาซะงั้น
“แอ๊!! ตัวทากนี่นะไม่ต้องกลัว ไม่อ๊าววววววว แง๊!!!”
“อยู่ นิ่งๆ ก่อน พี่จะเอาออกให้” ชางมินวิ่งกลับมาเอามือหยิบเจ้าสัตว์สีดำลำตัวเส้นออกไปจากขากางเกงของเด็ก น้อย อีกคนเองก็สาวเท้าเร็วพอกันแต่ก็หยุดยืนเว้นระยะไว้พอประมาณ
มองดูเพื่อนรักกำลังดึงตัวทากออกให้คนที่...
เขาหมั่นเขี้ยวเต็มทน
“สบายตัวเข้าหน่อยก็เดินร่าไปจากพวกเราซะงั้น” ชางมินส่ายหัวน้อยๆ พลางพึมพำกับยูชอน
“เดินทางกันอีกสักนิดแล้วค่อยพักกัน” ยูชอนทำเป็นไม่ได้สนใจแต่หารู้ตัวไม่ว่าตนไม่ได้สบตากับคู่สนทนาด้วยซ้ำไป
และชางมินเอง...ก็
ออกจะฉลาด
ประกาย แดดยามกลางวันสะท้อนภาพหน้าผาสูงชันรอบข้างที่มองลงไปก็เห็นทิวทัศน์สุดลูก หูลูกตา ต้นไม้สูงชะลูดที่ไม่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ปุยเมฆขาวล่องลอยอยู่ใต้ผืนฟ้า
และสิ่งมีชีวิต “น่ารักๆ” ที่เอาแต่เพลิดเพลินผิดกับนิสัยติดหรูลิบลับ
//...ขวับ!!
จุนซูหันหลังกลับเมื่อรู้สึกว่ามีสายตาจ้องมอง และยังรู้สึกอีกว่าตนกำลังเดินอยู่คนเดียว
อวบน้อยหน้ามุ่ยเมื่อหันไปเห็นชางมินนั่งอมยิ้ม แต่อีกคนนั้นง่วนอยู่กับน้ำดื่มและของว่างที่เขาพกมา
“ชริ ทำเป็นเงียบ คิดว่าเท่นักรึไง แบร่~” สีหน้าหมั่นไส้ถูกแสดงออกมาเพียงชั่ววินาทีแต่...
“แดด ร้อนไปเหรอน้องจุนซู ไหงทำหน้าเหยเกแล้วก็พูดคนเดียวแบบนั้นล่ะครับ ฮ่ะๆๆ” เจ้าตัวเล็กหน้าแดงเพราะอายที่ถูกพี่ชายคนสนิทแซวเข้าจนได้
“อยู่กับใครบางคนมากไปจนติดนิสัยแปลกๆ มาใช่มั้ยฮะ” ปากยู่หน้างอตามฉบับเขาล่ะ
“เอ่า แหนะ ขนาดพี่ยังไม่เว้นทำเสียงน้อยใจสิน่า เอาเถอะๆ มานั่งพักดื่มน้ำกันก่อนนะ” จุนซูรับน้ำแร่ไปแล้วก็เด้งตัวออกไปวิ่งเล่นจนผู้ปกครองทั้งสองมองหน้ากัน เนือยๆ
“ถ้าขากลับบ่นเหนื่อยมานี่ เราสองคนคงงานเข้าเลยว่ะ” ชางมินพูดขำๆ
‘เด็กนายนี่หว่า แบกไปคนเดียวเหอะ’ นี่คือคำตอบที่ชางมินหวังจะได้ยินแต่ผิดคาดเมื่อนอกจากยูชอนจะไม่ตอบอะไร แล้ว เพื่อนรักปากดีของเขายังเดินถือของบางอย่างมุ่งไปทางเจ้าอวบเสียด้วย
จุน ซูยืนหันหลังให้แนวต้นสนที่ผู้ร่วมเดินทางของเขายังนั่งพักผ่อนอยู่แล้วมอง ไปยังแผ่นดินเบื้องล่างที่แสนน่าตื่นตาตื่นใจ แต่แล้วเสียงของคนบางคนก็ทำให้สะดุ้งน้อยๆ
“นี่ๆ” ไม่เพียงแต่เรียก เจ้าของเสียงยังเอาวัตถุอะไรบางอย่างมาจิ้มที่ไหล่เขาอีก พอหันหลังกลับไปก็... ตามคาด
ปาร์คยูชอนยืนนิ่งสู้หน้าอยู่ใกล้แค่เอื้อมและในมือกร้านของคู่กัดนั้นมีขนมอมยิ้มอยู่หนึ่งอัน
จุน ซูแอบรู้สึกพอใจอยู่ลึกๆ เมื่อคนตรงหน้านั้นดูอึดอัดกระอักกระอ่วนเพราะเขาไม่ยอมตอบอะไรสักคำ ทั้งคู่จึงยืนมองหน้ากันอยู่อย่างนั้นจนกระทั่ง
“อ่ะ เอามาให้ ก็ เออ...คือ ความจริง... คือ มันเหลือน่ะ รับๆ ไปละกัน” ยูชอนยื่นจุ๊ปปาจุ๊บให้กับคนตัวเล็ก แต่จุนซูกลับเฉยมองกิ่งไม้ใบหญ้าไปเรื่อย
“รังเกียจของเหลือสินะ ตามใจ๊!! อีกสักหน่อยจะเดินกันต่อแล้ว อย่าหาว่าไม่มีเวลาให้พักแล้วกัน” ท่าทางกระฟัดกระเฟียดนั้นทำให้จุนซูคิดว่าตนเองกำลังส่องกระจกอยู่เสียอีก ... ทำงอนเป็นเด็กๆ ไปได้
ไม่ทันที่ยูชอนจะได้หันกลับดี มือของเขาก็ถูกรั้งไว้ พอหันกลับไปมองอีกทีก็เจอคนน่ารักกำลังแกะลูกอมด้วยใบหน้าอมยิ้มนิดๆ
“แล้วจะ เดินไปไหนล่ะนั่น” ยูชอนยังไม่ทันจะตั้งตัวหรือเข้าใจอะไรดีงงกับท่าทีของอดีต?ศัตรูคู่กัดที่ ส่งพลาสติกห่ออมยิ้มคืนให้เขาและกำลังจะเดินหนีเขาไป
“ไปนั่งสบายๆ หายใจลดโลกร้อนสิถามได้” ส่งเสียงแว้ดๆ ทั้งๆที่ในปากก็ยังอมขนมหวานอยู่ตุ้ยๆ
“ไปด้วยได้ป่ะ” ยูชอนแกล้งแหย่
“นาย ไปก็จะมีแต่จะทำให้ตรงที่ฉันนั่งร้อนขึ้นน่ะสิ ไปนั่งนิ่งๆ ไกลๆ หาที่บังเถิกเถอะไป๊” จุนซูแหย่คืนแรงยิ่งกว่าแล้วก็ปัดก้นหนีไม่สนว่าอีกคนจะตอบโต้ยังไง
“พอง้อละเอาใหญ่!!” ยูชอนงึมงำไล่หลังทำหน้าเศร้า
จุนซูไปนั่งข้างชางมินเงียบๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบมองผู้ร่วมทางอีกคนที่นั่งอยู่ไกลๆ
...แถมยังไม่พูดอะไรสักคำแม้แต่กับเพื่อนของตัวเอง
“ไอ้ ไก่คิ้วต่ำจะต้องเล่นอะไรบ้าๆ กับจุนซูอีกแน่ๆ เลยอ่ะพี่ชางมิน” ลิ้นเล็กยังรับรสหวานจากอมยิ้มรสโคล่าอยู่ แต่ความรู้สึกไม่ได้จดจ่ออยู่กับขนมเลยสักนิด
“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับหืม ?”
จุนซูไม่ได้ตอบไป ตอนนี้ภาพคนบางคนที่ยื่นอมยิ้มให้ยังติดตา ของเหลืองั้นเหรอ? โกหกทั้งเพ!!
หลัง จากที่เกิดจลาจลชามโจ๊กเมื่อเช้า จุนซูก็มองเห็นยูชอนแวะไปที่ร้านค้าของอุทยานเพื่อไปซื้อขนมและเครื่องดื่ม ... รวมทั้งจุ๊บปาจุ๊บที่อยู่ในปากเขาตอนนี้ด้วย
ร่างเล็กยังคงมองไปยังจุดเดิม จุดที่ผู้ชายคนที่อยู่ในความคิดของเขาตอนนี้นั่งคลี่พลาสติกห่อลูกอมเล่น
จุนซูรู้ว่ามันไม่ใช่แค่พลาสติกเท่านั้น แต่เขายังจำกระดาษยับๆ สีขาวที่แนบมากับขนมได้ดีแม้ได้ตั้งใจมองเพียงไม่กี่วินาที
...ดีกันนะ...
สั้นๆ แต่เข้าใจ และคำๆ นี้ที่เขียนด้วยลายมือยึกยือของยูชอนทำให้เขาแปลกใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็มากพอที่จะทำให้เขาส่งยิ้มให้ด้านข้างของคนนั่งหงอย
---------------#o#---------------
ระหว่าง ทางเดินป่า ชางมินผู้คงแก่เรียนก็ศึกษาพันธุ์ไม้ต่างๆ ตามประสาของคุณหมอผู้ใฝ่รู้ ส่วนยอดชายนายปาร์คก็ส่องนก ส่องไม้ ( ไม่ส่องปลา? ) ไปตามประสา ไม่มีใครสนใจหนูน้อยหน้างอที่เต้นง้องแง้งเรียกร้องความสนใจแม้แต่น้อย
น่าเอ็นดู
“ป่า ปิดคืออะไรเหรอฮะพี่ชางมิน” ในที่สุดจุนซูก็เจอของเล่นใหม่เข้าจนได้ ป้าย ‘ป่าปิด’ เก่าๆ ตั้งอยู่ริมทางเดินป่า ซึ่งด้านหลังของป้ายนั้นก็ยังมีทางเดินเล็กๆ ที่น่าค้นหาอีกด้วย
“ก็คือ ป่าที่เขาอนุรักษ์และไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปกันน่ะ คือประมาณว่า อย่างน้อยก็ขอให้เหลือพื้นที่บางส่วนที่คนไม่สามารถเข้าไปทำอะไรมันได้” ชางมินตอบไปทั้งๆ ที่ตายังจดจ่ออยู่กับต้นไม้สวยงามโดยไม่ได้รู้เลยว่า ...
ไอ้คนที่มันอยากรู้อยากเห็นนั้นได้หายไปจากวงโคจรแว่นขยายคุณหมอและกล้องส่องทางไกลเด็กอินดี้ซะแล้ว
“เข้า มาดูนี่สิ!!” เสียงตะโกนของคนที่คุณก็รู้ว่าใครดังลั่นมาจากที่ใดสักที่ในเขตอุทยาน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือคนรับสารไม่สามารถมองเห็นคนส่งสารได้เลย
“น้องจุนซูอยู่ไหนครับ”
ไม่มีเสียงตอบกลับ มีแต่เสียงคนย่ำใบไม้อยู่ไม่ไกลนัก นั่นก็ยิ่งทำให้คนสองคนที่อยู่ข้างนอกกระวนกระวายเป็นเท่าตัว
“เฮ้ย! ไม่สนุกนะแบรนด์ อยู่ไหนเนี่ย” ยูชอนวางกล้องส่องทางไกลลงแล้วพยายามก้าวเท้าไปในทิศทางที่คิดว่าจะเป็นที่ ที่เด็กเจ้าปัญหาอยู่ในตอนนี้
ส ว บ ~ … ส า บ ~
เสียงย่ำเท้าเรียกความสนใจจากสายตาสองคู่ได้ทันที
“อยู่นี่ มาตรงนี้เร็ว ^ ^” ท่ากวักมือเรียกพร้อมรอยยิ้มตาหยีทำเอาคนทั้งสองถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินตามไปด้วยความกังวลใจ
“ออกมาเดี๋ยวนี้จุนซู พี่ก็บอกไปแล้วไงว่าเขาห้ามเข้า” ชางมินเอ็ด
“นิด เดียวเองนะพี่ชางมิน แล้วจุนซูรับรองว่าถ้าเข้ามากันแล้วจะไม่ผิดหวังเลยแหละ” ยกนิ้วหัวแม่มือปัดปลายจมูกเพิ่มความน่าเชื่อถือแบบเด็กๆ จนผู้ใหญ่หนักใจ ยูชอนที่เอาแต่ยืนฟังอยู่เมื่อครู่ก็หันไปหาเพื่อนสนิท
“ก็ไม่น่าจะเป็นอะไรมั้ง เราเข้าไปแค่แป๊บเดียวเอง”
“ว่าง่ายก็แค่ครั้งนี้สินะรุ่นพี่หัวเหม่ง” หลอกด่าแล้วก็หายจ้อยไปหลังพุ่มไม้ ผู้ใหญ่ทั้งสองจำต้องเดินตามอย่างเสียไม่ได้
และ แล้วสองหนุ่มเพื่อนซี้ผู้รักธรรมชาติก็ต้องตาค้างกับสิ่งที่เห็นอยู่เบื้อง หน้า เมื่อหลังพุ่มไม้หนาทึบมีแอ่งน้ำตกซ่อนอยู่โดยแหล่งน้ำของแอ่งแห่งนี้คือ หน้าผาน้ำตกขนาดใหญ่ที่ส่งเสียงซ่าไปทั่วบริเวณใกล้เคียง นอกจากนั้นต้นไม้สูงชะลูดยังเบียดเสียดกันอยู่บนพื้นที่กว้างขวางและคงความ เขียวขจีตลอดปี
“มีสมุนไพรน่าสนใจอยู่หลายตัวเลยว่ะ ฉันฝากจุนซูด้วยแล้วกันปาร์ค” ไอ้ตัวเล็กหันขวับด้วยความตกใจไม่แพ้กันกับบุคคลที่ถูกเอ่ยชื่อ
“พี่ ช..ชะ พี่ชางมิน!” ไม่ทันเสียแล้วเมื่อคุณหมอแวบหายไปในพงป่าไม่รับฟังเสียงใดๆ
สอง คนที่เหลือมองหน้ากันด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนแต่เท่าที่ต่างคนต่างจ้อง แววตากันแล้วนั้น ช่างห่างไกลจากคำว่า “เหม็นขี้หน้า” ที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้
“ก ก็ ฉ ..ฉั ... ฉันไปเล่นน้ำนะ นายจะอยู่ตรงนี้?” จุนซูกอดอกหันหลังให้อีกฝ่าย
“อืม อยากไปก็ไปดิ ใครห้ามนายเล่า”
รั้งกูบ้าง ... ห่วงกูบ้าง ไหนๆ ก็อุตส่าห์ลงทุนซื้อจุ๊บปาจุ๊บ ....เอ๊ยยยย ไหนๆ พี่ชางมินก็อุตส่าห์ฝากฝังต่างหากเล่า!!
“ใส่นี่ไว้ ของแบรนด์ อย่าให้เปื้อน เข้าใจ๊?!” หมวกใบเล็กถูกสวมลงบนหัวของนายหน้าไก่อย่างลวกๆ ก่อนเจ้าของหมวกจะวิ่งลงน้ำไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
“เอ้าแบ รนด์!! ว่ายน้ำเป็นเหรอเรา แล้วหินมันลื่นนะ น้ำก็ดูเหมือนจะลึกด้วย!!” ยูชอนตะโกนใส่จุนซูทั้งยังวิ่งตามไปยังขอบแอ่งน้ำสีเขียวใส
“ห่วงนักก็ลง มาเฝ้าสิไอ้ไก่คิ้วต่ำ แบร่~!” แลบลิ้นปลิ้นตาอยู่ในน้ำ แต่แทนที่ยูชอนจะเคืองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาก็กลับเอาคำพูดของอีกฝ่ายไป คิดเสียนี่
...ห่วง...
...?...
“เฮ้ย! ใครห่วงอะไร ไม่มี๊!! ก็แค่ชางมินมันฝาก เห็นแก่เพื๊อนนนน!!”
“อ่ะเหรออออออ ทำไมต้องลากเสียงสูงแบบนั้นด้วยล่ะคร๊าบบบบบบบบบบ ชริ!”
ทุกคำที่พูดออกไปยูชอนก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันขัดกับความจริงอยู่มากโข แต่จะทำยังไงได้ ...คนมันไม่ถูกกันมาตั้งแต่ต้น
จะให้มาพูดกันดีๆ เพราะอีกคนทำตัว ‘น่ารัก’ แบบไม่รู้ตัวแค่นี้อ่ะนะ??
เอาเปรียบกันไปหน่อยมั้งคุณ
“ช่วย ด้วยยยยยย!!! ตาไก่ๆๆๆ แง๊ๆๆๆๆ เท้ามันชา ฮืออออออ ว่ายน้ำไม่ได้ แง๊ๆๆๆ ช่วยด้วยๆๆๆ” เสียงโวยวายแบบเด็กๆ ดังก้องจนสะท้อนแผ่นหินไปทั่ว แม้แต่ชางมินที่อยู่ไกลๆ ยังต้องแหวกกอเถาวัลย์มา ...แต่ก็ช้าไป
ปาร์คยูชอนสวมบทฮีโร่วิ่งลงน้ำและพยายามไปให้ถึงเด็กแบรนด์จอมยุ่งให้เร็ว ที่สุด เพราะไอ้เท้าชาที่ว่าคงหนีไม่พ้นตะคริว ... แอ่งน้ำที่นี่มันเย็นมากจริงๆ
“น้ำมันเย็นมากก็แบบนี้แหละ ขึ้นฝั่งก่อนเร็ว..ป่ะ” ยูชอนหันหลังให้เพื่อบอกเป็นนัยๆ ว่าให้คนเจ็บเกาะหลังเขาไป
“คิก คิก วะฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ นอกจากจะหัวล้านแล้วยังหัวอ่อนอีกนะเนี่ย กร๊ากกกกกกกกกกก” คนที่ยืนหันหลังให้หันมาพร้อมใบหน้าเหวอรับประทาน ส่วนคุณหมอที่อยู่บนฝั่งก็กอดอกทำหน้าคาดโทษใส่คนขี้แกล้งไปตามระเบียบ
“ไม่เป็นตะคริวแล้วงั้นสิ?” เสียงยูชอนราบเรียบต่ำลงไปจนน่าหวั่นใจ
“อื้ม” แต่คนเสียงใสยังตอบรับหน้าชื่นตาบาน
“งั้น ก็มาเล่นน้ำกันเถอะ ... ยัยตัวแสบบบบบ!!!!!” เสียงทุ้มลากยาวตวาดเด็กน้อยจนขวัญเสียแต่ก็ไม่สามารถหนีไปไหนได้ทันเมื่อ โดนล็อกไว้จนนิ่งเพื่อรอรับการเอาคืนของไก่ผู้เสียรู้
“ว๊ากกกกกกกก กกกกกกกกกกไอ้รุ่นพี่ไก่!!!! ปล่อยเค้าน้าาาาาาา!!!” เสียงร้องโวยวายดังขึ้นพร้อมๆ กับเจ้าตัวที่ดิ้นพล่านจนตีแผ่นน้ำแตกกระเซ็นไปหมด แต่ไม่ทันที่คิมจุนซูจะโดนปาร์คยูชอนจับกดน้ำ...
“เขตป่าปิดเป็นเขต หวงห้าม กรุณาออกไปเดี๋ยวนี้ครับ!” เจ้าหน้าที่ชุดลายพรางทหารเดินออกมาจากอีกด้านของผาน้ำตก ทำเอาคนทั้งสองวิ่งขึ้นจากน้ำแทบไม่ทัน ชางมินเองก็ออกมาตามคำสั่งนั่นด้วย
“ครับผม!” สามหนุ่มรับคำก่อนจะวิ่งไปตามทางออกเส้นเล็กๆ ไม่คิดชีวิต
---------------#o#---------------
“ปิดเทอมพวกมึงจะทำอะไรกันวะ” ฮยอกแจโยนกิ่งไผ่ไม้ค้ำจำเป็นเข้าไปในพงป่าเพื่อส่งคืนให้กับธรรมชาติ (?)
“กูจะคิดถึงพวกมึงให้มากๆ ติดต่อกันบ่อยๆ นะเพื่อน” พ่อตาตี่อูยองเอ่ยเสียงขรึมด้วยใบหน้าจริงจังจนเพื่อนๆ หันมามองเป็นจุดเดียว
“กู ไม่เชื่อ! ปิดเทอมกี่ทีๆ กูก็เห็นมึงโทรหากูแค่ครั้งเดียวเพราะไม่มีเงินลงทะเบียน!” ซึงฮยอนบ่นอุบระบายความอัดอั้นตันใจ ตามด้วยเสียงงึมงำแสดงความเห็นด้วยของทุกคน
“ต้องกูนี่ คยูคนดีจะช่วยแม่หาเงินเว้ย!!” สีหน้ามุ่งมั่นของคยูฮยอนทำให้เพื่อนๆ ปลาบปลื้มกันเป็นแถบๆ
“มึงเป็นคนดีมากว่ะ กูภูมิใจแทนแม่มึงจริงๆ ว่าแต่จะทำพาร์ทไทม์เหรอ” ทงเฮวิ่งดุ๊กๆ มาอยู่ตรงหน้า
“พาร์ททงพาร์ทไทม์อะไรกันมึงหนิ กูก็จะช่วยแม่ไปตามกำลัง แล้วแต่ว่าวันไหนพ่อซ่อนเงินได้มากเท่าไหร่เท่านั้นเอง”
“ไอ้เพื่อนเวร!” ทงเฮผู้หลงผิดสบถครั้งใหญ่ตามด้วยเสียงหัวเราะฮาครืนของทุกคน
“เฮ้ย!! นั่นพวกแกใช่เปล่าวะ ไอ้คังอิน! ใช่พวกแกรึเปล่า?” ยูชอนที่วิ่งออกมาเหนื่อยๆ ตะโกนถามหลังจากที่ได้ยินเสียงดังคุ้นหู
“เอ้อๆ พวกฉันเอง แกอยู่ไหนวะ -- อ้าวอยู่นั่นเอง อ่้าวเฮ้ย!” ทุกคนมาพบกันตรงทางกลับไปยังที่พักโดยบังเอิญ แต่สภาพของอีกสามคนที่มาสมทบทีหลังนั่นสร้างความสงสัยให้กับพวกกลุ่มใหญ่ อย่างมาก
“ทำไมลูกพี่เปียกม่อล่อกม่อแลกอย่างนั้นล่ะ” ชินดงถาม
“สภาพ พี่ชางมินกับจุนซูก็ดูไม่ค่อยจะอำนวยเลยนะ” ซองมินโผล่มาจากข้างหลังเมื่อเห็นชางมินหอบแฮ่กๆ ส่วนจุนซูเองก็เปียกปอนไม่แพ้ลูกพี่ใหญ่ของทุกคน
“ฮัดเช้ย!!!” จู่ๆ เสียงจามก็ดังขึ้น ไม่ใช่ใครที่ไหน ต้นเหตุของการที่ต้องวิ่งหนีเจ้าหน้าที่อย่าง ‘คิมจุนซู’ นั่นเอง
“เป็น หวัดแน่เลยจุนซู เห็นว่าน้ำมันเย็นมากเลยนี่นา” คุณหมอชางมินวินิจฉัยโรคและกำลังจะถอดเสื้อแขนยาวออกมาคลุมกันหนาวให้น้อง ชายคนสนิทแต่ก็ออกจะช้าไปเสียหน่อย...
เมื่ออีกคนที่พอได้ยิน “สมมติฐาน” ของคุณหมอเพื่อนซี้แล้วก็แทบจะฉีกกระเป๋าเป้เอาเสื้อแขนยาวมาคลุมตัดหน้า เพื่อน ... ต่อหน้าต่อตาพยานบุคคลที่แทบหยุดหายใจ
ชางมินก็ได้แต่แอบอมยิ้มกับคังอิน ... ลับๆ
.
.
.
ตะวันตกดิน – พระจันทร์ดวงโตก็ลอยเข้ามาแทนที่
ชาว ชมรม Family Outing รวมตัวกันที่กองไฟที่เดิมเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเฮฮาก่อนเข้านอน รวมทั้งเล่นเกมสนุกสนานประหนึ่งเข้าค่ายลูกเสือ คังอินกับชินดงยกตะกร้ามันหวานมาวางไว้ข้างพ่อครัวเรียววุคเพื่อเตรียมห่อ ฟอยล์แล้วเผาเจ้ามันหวานให้กลายเป็นมันเผาที่ทุกคนแสนโปรดปราน
“ทาน ยาแล้วก็ต้องนอนพักสิครับน้องจุนซู ออกมาตากน้ำค้างทำไมกัน” ชางมินท้วงน้องน้อยที่สวมเสื้อกันหนาวตัวเบิ้มออกมายืนรอที่หน้าเต๊นท์ลาย ทหาร
“อ่า ขอไปนั่งเล่นกับพวกชมรมซักแป๊บนะฮะ แล้วก็ เอ่อ ...” พูดอึกอักพลางชูเสื้อแขนยาวที่ยังไม่แห้งดีของยูชอนขึ้นมาอย่างเคอะเขิน
“ฝากพี่ไว้ให้มันก็ได้” ชางมินเสนอตัวช่วย แต่พอเห็นใบหน้าอึดอัดก็พอจะเดาออก
“อ้อๆ พี่จำได้ว่าต้องยกของไปที่แค้มป์ไฟ จุนซูเอาไปให้ไอ้ปาร์คมันเองก่อนแล้วกัน เดี๋ยวพี่ตามไปนะครับ” แก้ไขสถานการณ์ได้ถูกใจกันทั้งสองฝ่ายจุนซูก็รับคำแล้วเดินไปก่อนจนชางมิ นไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ... คนเรามันเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้?
“เออนี่ชินดง” เรียววุดเอ่ยขึ้นขณะฉีกกระดาษฟอยล์อย่างชำนาญ
“มีอะไร” เจ้าหมูอ้วนกำลังขนฟืนใส่กองไฟก่อนจะลงมานั่งข้างๆ
“อ.Steve แกบ่นๆ เรื่องเรียงความ “My Grandfather” ของนายอ่ะ ทำไมเนื้อหามันเหมือนกับพี่สาวของนายที่เรียนวิชานี้เมื่อปีที่แล้วเลยล่ะ” เรียกความสนใจจากทุกคนได้เช่นเคย
“ไอ้ที่มันแปลว่า ‘ปู่ของฉัน’ ใช่มะ?”
“อื้อๆ นั่นแหละ” เรียววุคใส่มันห่อฟอยล์ลงไปในกองไฟก่อนจะหันมาหาชินดง
“ก็ไม่เห็นจะแปลกเลยนี่”
“ไม่แปลกได้ยังไงเล่า มันเหมือนกันเปี๊ยบเลยนะ” เรียววุคท้วง
“อ้าว! ก็ปู่ของฉันกับของพี่เป็นคนเดียวกันนี่หว่า มันก็ต้องเหมือนกันสิถามได้” ชินดงแถไปข้างๆ คูๆ เมื่อถูกจับได้ว่าลอกเรียงความพี่สาวจนเพื่อนร่วมชั้นปีอดโยนกิ่งไม้ใบหญ้า ใส่ไม่ได้ แต่เจ้าอ้วนก็ยังหัวเราะชอบใจ
“ออกมาทำไมกัน เป็นหวัดนี่นา” ซองมินเพื่อนใหม่ร้องทักจุนซูที่เดินมานั่งข้างๆ
“แวะ มานั่งเล่นด้วยแป๊บเดียวน่า ยายังไม่ออกฤทธิ์เลย” จงใจพูดเสียงดังขึ้นนิดหน่อยเมื่อสายตาอีกคู่จ้องมองมาราวกับอยากจะตำหนิว่า คนป่วยควรไปพักผ่อนเสีย
“กลับจากแคมป์ก็ต้องสอบไฟนอลสินะพวกเรา เฮ้อ มีใครอ่านหนังสือแล้วบ้างหรือยังอ่ะ” จงฮยอนถามขึ้นมา เกือบจะทุกคนที่ส่ายหน้าไปมาแสดงถึงความขยันหมั่นเพียรที่ติดตัว(มา น้อย)ตั้งแต่จำความได้
“กูก็คนนึงแหละที่ไม่อ่าน เพราะคนที่นั่งสอบข้างกูเขาอ่านจนจบแล้ว เนาะซองมินเนาะ” แดซองส่งสายตาวิบวับให้เพื่อนตัวน้อยก่อนจะโดนกิ่งไม้ไร้ที่มากระแทกต้นคอ เต็มๆ แต่ก็ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใคร ... และแล้วสงครามย่อมๆ ระหว่างแดซองและคยูฮยอนก็บังเกิดขึ้น
“เอามาคืน แต่ยังไม่แห้งนะ” ยูชอนสะดุ้งเมื่อจู่ๆ คู่กัดสุดน่ารักก็เดินมาสะกิดที่ไหล่พร้อมกับยื่นเสื้อแขนยาวที่เขาสวมให้ ร่างเล็กเมื่อตอนบ่ายให้
“อืม ชางมินล่ะ” พอไม่รู้จะพูดอะไรต่อก็ยกชางมินขึ้นมาอ้าง จุนซูนั่งลงข้างๆ ไก่เถิกสุดหล่อท่ามกลางสายตาหลายๆ คู่ที่จ้องมองด้วยความงงงัน
“เขาดีกันแล้วเหรอ” ทงเฮสะกิดฮยอกแจ
“กูก็กำลังคิดว่ามันจะได้สักกี่วัน ฮ่ะๆ” อีกคนตอบ
ไม่ ทันที่จุนซูจะได้ตอบคำถาม ชางมินก็เดินเข้ามานั่งและเป็นช่วงที่คังอินกำลังจะโม้แหลกอยู่พอดี แต่น้องชายที่เคยตัวติดเขาหนักหนากลับหันมาเพียงยิ้มให้โดยไม่ได้เอะใจเลย ว่าเขาไม่ได้ยกอะไรมาตามที่อ้างเมื่อตอนคุยกันหน้าเต็นท์สักนิด
...ยิ่งกว่าน่าสงสัยนะคู่นี้...
“อาทิตย์ ก่อนพ่อพาขึ้นโรงพักไปประกันตัวหลานเว้ย แมร่ง คนไหว้พ่อกูเต็มเลย” รองประธานชมรมได้จังหวะทุกคนกำลังเงียบชงเรื่องที่ไม่ค่อยจะมีสาระขึ้นมา เป็นประเด็น จุนซูนึกงง
“คืนก่อนพี่บอกว่าพ่อพี่ขายลูกชิ้นนี่นา โหยยย มาทำเป็นปิดบังนะ ความจริงพ่อพี่ต้องใหญ่มากอ่ะดิ” ยูชอนส่ายหัวกับความไร้เดียงสาของจุนซู
“เปล่าจ้ะ พ่อพี่เป็นพระ”
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ” ทุกคนหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันเมื่อมุขควายของคังอินได้ออกโรงมาปิดท้าย จุนซูที่เหวอไปครู่หนึ่งก็ถึงกับชูนิ้วหัวแม่มือชื่นชมความสามารถของคังอิน ก่อนจะร่วมวงปาร์ตี้มันเผา
ขณะที่ทุกคนกำลังเฮฮากับเรื่อง เล่าขำขันและเกมคลายเครียดอยู่นั้น จุนซูก็รู้สึกหนักๆ ที่เปลือกตา ร่างเล็กพอรู้ตัวว่ายาเริ่มออกฤทธิ์จึงขอตัวไปนอน
“ให้พี่ไปส่งมั้ยจุนซู” ชางมินถาม
“ไม่ เป็นไรฮะ พี่ชางมินเล่นเกมกับทุกๆ คนต่อเถอะ ราตรีสวัสดิ์นะทุกคน” ร่างเล็กเดินไปทางบริเวณเต็นท์ที่พักโดยมีสายตาคู่หนึ่งมองตามไปจนลับตา
.
.
.
“นี่ๆๆ” จุนซูวางโทรศัพท์มือถือที่เล่นเกมค้างไว้ลงข้างหมอนก่อนจะตะโกนถามออกไปเมื่อมีใครบางคนมายืนเขย่าเต็นท์อยู่ด้านนอก
“ใครน่ะ”
“ฉันเอง” เสียงทุ้มตอบกลับมา
“มี อะไร จะมากวนอะไรฉันอีก คนป่วยก็ยังไม่เว้นนะไอ้รุ่นพี่หน้าไก่ นายนี่เป็นคนที่แย่จริงๆ เลย” จุนซูร่ายยาวจนยูชอนต้องกลอกตากับฟ้ามืดและไอหมอก
“ยัยปากเสีย คนเขาอุตส่าห์มีน้ำใจเอาผ้าห่มมาให้ เพราะเห็นว่าป่วยหรอกนะ” จุนซูถึงกับอึ้งไป แต่ก็ยังทำตัวเก้ๆ กังๆ กับท่าทีที่เปลี่ยนไป ... ทั้งตัวเอง และ ใครอีกคน
“เอาวางไว้ตรงนั้นแหละ แล้วก็กลับไปซะ ฉันไม่อยากเห็นหน้านายก่อนนอน เดี๋ยวฝันร้าย” ทำเป็นวางฟอร์มแต่ที่แท้ก็แค่ทำตัวไม่ถูก
“แหม อย่างกับคนอื่นเขาอยากจะเห็นนายนักนี่ แค่นี้ก็ขนลุกจะแย่”
“ทำไมๆๆๆๆ ฉันมันน่าเกรงใจล่ะสิ ฮ่ะๆๆๆ” จุนจังหัวเราะชอบใจไปใหญ่กับการเข้าข้างตัวเอง
“เปล่า เห็นหน้าแล้วปวดอึต่างหาก แบร่~ ฝันดีผีรอบเต็นท์นะแบรนด์!!! ไปล่ะ” ยูชอนทิ้งผ้าห่มตัวเองไว้หน้าเต็นท์จุนซูก่อนจะไปแย่งห่มกับชางมินที่เต็นท์ ลายพราง ทันใดนั้นเสียงแหลมก็หวีดร้องให้รำคาญหูไปทั่ว
“ไอ้ไก่ไม่มีไรผม!!!!!!!! เค้างอนนนนนนนนนนนมากกกกกกกกกกกกกก”
ยูชอนแอบขำอยู่คนเดียวในเต็นท์ของชางมินที่เจ้าของยังไม่กลับเข้ามา ก่อนจะแอบโผล่หน้าออกไปข้างนอกอีกครั้ง
ผ้าห่มที่เขาวางไว้หายไปแล้ว
ไฟโทรศัพท์ของยัยแบรนด์เจ้าปัญหาก็ดับลงแล้วด้วย
พรุ่งนี้..
ถ้าเพียงแต่คนหนึ่งแสดงออก...
ถ้าเพียงแต่คนหนึ่งมีความกล้า...
ถ้าเพียงแต่คนสองคนคิดตรงกัน...
ก็คงดี....
TBC
-2-
“แหม...วันนี้ ใส่เสื้อสีฟ้าด้วย เข้ากับคอนแท็กเลนส์สีฟ้าเลยนะ” คนที่กำลังเดินหยุดกึกมองหาต้นเสียง สักพักไอ้ตัวการก็คลานออกมาจากเต็นท์ของตัวเอง
นึกว่าใคร ที่แท้ก็ไอ้หน้าสัตว์ปีกนี่เอง
ยกมุมปากเบื่อๆให้หนึ่งทีแล้วก็กะจะเดินต่อไปยังจุดหมายปลายทางเต็นท์ลายทหาร
อีกคนมันไม่ยอมลดละนี่สิ
“แดด ร้อนนะเช้านี้ ไม่ลองหาหมวกผ้านิ่มๆมาใส่ด้วยล่ะจ๊ะ” ปล่อยความห่วงใยหวานๆ แล้วก็ออกมายืนบิดซ้ายบิดขวายืดเส้นยืดสายอยู่ใกล้ๆ แม่คุณของเราก็อดหยุดฟังไม่ได้
“อยากใส่ก็ไปหาใส่เองไป๊ ไร้สาระ!” ทิฐิมันมากก็อย่างนี้แหละ แต่แล้วคนที่สะบัดหน้าพร้อมก้นงอนที่คิดอยู่ว่าจะเดินหนีก็ต้องกัดฟันกรอดๆ ทั้งๆ ที่เกือบจะอมยิ้มอยู่แล้วด้วยซ้ำ เมื่อ...
“ก็แหม มันไม่เหมาะกับพี่นี่นา หมวกนิ่มๆน่ะเข้ากับน้องแบรนด์ออก จะได้เข้ากับสมองนิ่มๆ ไงครับ” ว่าแล้วก็เดินผิวปากจากไปอย่างสบายอารมณ์ ทิ้งให้อีกคนยืนกัดฟันกรอดๆ กำกำปั้นจนมือแดงไปหมด
“กล้าดียังไงมา ว่าชั้นห๊าาาาา ไอ้คนปากเสีย นิสัยไม่ดี วางท่าคิดว่าแน่เหรอ ไอ้รุ่นพี่หัวเถิกเอ๊ย!!!” เตะฝุ่นไล่หลังปากสั่นตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า
ตั้งแต่เกิดมา ไม่ว่าพ่อหรือแม่ หรือแม้กระทั่งเพื่อนรักก็ไม่เคยว่าเขาแรงขนาดนี้ คิมจุนซูไม่ใช่คนสมองนิ่มซักหน่อย!
????
“จะ ไม่พูดด้วยแล้ว ไม่ฟังอะไรแล้วโว้ยยยยย จะด่าให้แสบเป็นพริกเข้าตาก็จะไม่สนใจแล้ว โป้งไอ้คนหน้าไก่ T^T โป้งๆๆๆ” ทำปากยื่นแสนงอนเสียจนคนที่เหลือบหางตามามองอดหัวเราะขำๆ ไม่ได้ แต่เสียงหัวเราะก็แห้งไป เมื่อ...
“ยืนยกโป้งใส่ใครล่ะตัวเล็ก หืม?” ชางมินได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายก็ออกมาจากเต็นท์ พบว่าต้นเสียงอยู่ไม่ไกลนี่เอง
เจ้าหนูเสื้อฟ้าที่กอดอกเชิดหน้ายอมอ่อนข้อหันมาทำตาแป๋วให้คนที่ยืนลูบหัว ตนอยู่ ยิ้มน่ารักๆของคนที่เพิ่งโกรธเกรี้ยวถูกส่งไปให้คนใจดี ส่วนคนที่แอบมองก็จิ๊ปากแล้วเดินห่างออกไป
“ไก่ขันรับแต่เช้าเลยฮะ”
“หน้าหงิกแบบนี้ตกลงว่าไก่ขันรับรึมันไปจิกตรงไหนเข้ารึเปล่า ฮื๊ม?” หัวน้อยนิ่มๆโคลงเคลงไปกับมือใหญ่ๆ อย่างมีความสุข
“ไม่เอาแล้วฮะ ไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว จุนซูหิวจะแย่แล้วพี่ชางมิน มีอะไรกินรึเปล่าฮะ”
“เด็กคนนี้นี่น๊า ถ้าไม่เจอพวกพี่จะอยู่ยังไงนะเรา กลับไปพี่จะฟ้องคุณน้าทำโทษเลยซะดีมั้ย”
“ไม่ น๊าาาาาา อุตส่าห์พูดเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดูแลตัวเองให้ได้ ถ้าคุณแม่รู้เข้ามีหวังโดนสั่งห้ามออกนอกบ้านเป็นเดือนแน่เลยอ่า” หน้าแบ๊วๆ หงอยลงทันตา ชางมินนึกเอ็นดูบีบแก้มนุ่มจนอมชมพูไปหมด
“พี่ทำโจ๊กไว้ที่ข้างเต็นท์แหนะ จุนซูไปนั่งรอพี่ตรงเก้าอี้ไม้ตรงโน้นนะ เดี๋ยวไปนั่งทานด้วยกัน”
“ฮะ”
“ฮั๊ยยะ!! อ๊ากกก”
เสียง คุ้นๆดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลนัก แต่จุนซูไม่สามารถจับสังเกตได้ว่ามาจากตรงไหน ร่างบางไม่ได้ใส่ใจจึงเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ไม้ตามที่ชางมินบอก
“เชี่ย เอ๊ย!! ใครแมร่งมาวางหม้อน้ำร้อนแถวนี้ฟะ? ร้อนๆๆๆ” ยอดชายนายเหม่งนั่งกุมฝ่าเท้าที่โดนน้ำร้อนวิ่งผ่านรูโหว่ผ้าใบไปให้ความ อบอุ่นถึงกระดูกดำ
“นี่ยาเว้ย ทาซะ ก่อนหนังมันจะลอก ไอ้นี่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ” ชางมินที่ไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไหร่โยนหลอดยาให้
“ขอบใจ” ยูชอนรับยามาแล้วก็นั่งนิ่งๆทาแผลให้ตัวเองพลางนึกโทษใครสักคนที่มันมาต้มน้ำไว้ข้างๆ เต็นท์เขา
ข้างๆ หม้อน้ำมีซองรามยอน
รามยอนยี่ห้อโปรดของยูชอนที่มีเขาคนเดียวที่ชอบกิน
มีถ้วย ตะเกียบ ช้อน วางไว้ 1ชุด
ข้างๆ มีถ้วยรามยอนที่กินไปแล้ววางอยู่
“กูต้มเองนี่หว่า”
“ไอ้ บ้าเอ๊ย ต้มเอง ลืมเอง ลวกตัวเอง แกนี่มันประสาทขึ้นทุกวันนะ” ชางมินถือถ้วยโจ๊กเดินผ่านเพื่อนสุดซวยไปยังเจ้าตัวเล็กที่นั่งยิ้มแป้นดีใจ กับอาหารเช้าฝีมือคนโปรด
โจ๊กหมูบดกับรามยอนอินดี้ มันก็ต่างกันตรงนี้ล่ะว๊า
...พ่อคุณเอ๊ย จะต้มให้เขาแต่แรกก็มัวแต่ไปกัดกันจนเป็นเรื่องเป็นราว
(ว่าที่) รักแท้แพ้โจ๊กคุณหมอซะล่ะม้างงงง...
---------------#o#---------------
“รีบกินไปมั้ยเรา เดี๋ยวก็ลวกปากหรอก เด็กนี่น๊า”
“ว่าแต่เค้าเป็นเด็ก ชริชริ ... อื้ม วันนี้พวกพี่ชางมินจะไปไหนกันเปล่าฮะ”
“เขาจะเดินป่ากัน พี่ก็รอเรานี่แหละ จะถามว่าไปด้วยมั้ย” อีกคนอยากจะตอบจนแทบสำลักข้าวบดที่ยังไม่แตะทางเดินอาหารดี
“ไปสิฮะ ไปๆๆๆ” ตอบรัวเร็วด้วยความกระตือรือร้นที่จะได้เดินทางแบบ...อากาศดีๆ ธรรมชาติสวยๆ ฟังเสียงนกร้องกับพี่ชางมิ...
“เดี๋ยวยูชอนมันก็จะไปด้วย”
เพล้ง!!!!!!!!!!!!!!!!
เสียงฝันใครบางคนแตกสลาย
ไม่ --- มี --- ชิ้ --- น --- ดี
“ทะ ..ทำ ไม... เอ่อ...”
“เผอิญพี่เดินป่าไม่เก่งน่ะ เลยขอให้ปาร์คมันช่วยพาเดิน” ตอบราวกับรู้ว่าไอ้เจ้าเด็กน้อยนี่สงสัยอะไร
“แล้วคนอื่นๆล่ะฮะ คือ คนอื่นๆ เขา...”
“พวกนั้นออกไปตั้งแต่ก่อนไก่ตื่นอีก พอไก่ขันนี่คงได้ครึ่งทางแล้วมั้ง ฮ่ะๆๆ จุนซูเป็นอะไรรึเปล่า ถ้าไม่สบายนอนพักได้นะ”
“ก็บอกแล้วว่าให้สวมหมวก ‘นิ่มๆ’ ก็ไม่เชื่อ” เสียงทุ้มนุ่มแสนสยดสยองดังมาจากหลังหูซ้าย จุนซูหันขวับ
“ฉันสบายดีเว้ย!!! ไปไกลๆเลยนะ โป้งแล้ว!!! ไม่คุยด้วย!!” หันหน้าหนีซดโจ๊กคำแล้วคำเล่าจนปากแทบพอง
“ปาก ก็บอกไม่พูดด้วยๆ ไหงเราแซวนิดแซวหน่อยร้องโป้งๆ เสียงดังเชียว” เจ้าพ่อกวนโอ๊ยยังไม่เลิกต่อปากต่อคำ ซ้ำยังนั่งลงข้างๆ คนที่กำลังหงุดหงิด
“โอ๊ย!!!” เสียงแหลมหวีดขึ้นถ้วยชามไม่ได้สนใจ นางจับโยนเขวี้ยงไปไม่รู้ทิศรู้ทาง แม้แต่ชางมินที่อยู่ตรงหน้าก็ต้องถอยผงะ
ปาร์คยูชอนที่อยู่ข้างหลังถึงกับพูดไม่ออกเมื่อโจ๊กร้อนๆ ราดลงต้นขาระยะประชิดปาร์คน้อยเพียงเซนติเมตร
“เพื่อนครับ ไปรอตรงโน้นก่อนเลยครับ ใต้ต้นไม้ร่มๆ สงบจิตสงบใจคนแรกเลยครับ” ชางมินส่งสายวิงวอนพร้อมผายมือให้เพื่อนอย่างสุภาพ
“หน้า ผากนี่ทำงานเหมือนแผงโซลาร์เซลส์รึไงห๊ะ! กักเก็บดีจริงไอ้คำพูดกวนประสาทเนี่ย ไม่อยากจะวีนเลย ... ไม่เลยจริงๆ!!!” ถ้อยคำตำหนิที่ดูเหมือนอยากสงบศึกอยู่ลึกๆ ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเหลืออด เจ้าตัวเล็กไม่ยอมมองหน้าใครเลย
“ไม่เอานะครับน้องจุนซู ยูชอนมันเดินไปแล้วน่า ไม่อารมณ์เสียนะคนเก่ง” ชางมินรั้งข้อมือคนที่กำลังฟัดเหวี่ยงอากาศให้อยู่นิ่งๆ
จุนซูนั่งลงกับเก้าอี้ไม้ตัวเดิม เม้มปากแน่นก่อนจะหยีตาให้กับแสงอาทิตย์
“จุน ซูขอโทษนะฮะ จุนซูเป็นเด็กไม่ดี ต่อปากต่อคำกับรุ่นพี่” ตาแป๋วสบมองกับความอ่อนโยนที่ไม่เคยจางหายจากใบหน้าคมเข้ม ร่างบางระบายยิ้มได้อีกครั้ง
ผิดจากอีกคน
ไม่ใช่ว่าเขารู้สึกผิดไม่เป็น
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนที่ชอบกลั่นแกล้งคนอื่นไม่ยอมลดราวาศอก
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนไม่ดี
บางครั้งก็อยากให้มือสักข้างได้ลูบศีรษะใครสักคน
บางครั้งก็อยากจะเป็นเหตุผลที่ทำให้คนบางคนคนนั้นยิ้มได้
แต่อะไรกันนะที่ทำตัวเป็นเกราะหนาปิดกั้นอีกด้านของเขา
อคติ ?
.
.
.
แน่เรอะ??
---------------#o#---------------
“พร้อม รึยังตัวเล็ก อย่าลืมหมวกล่ะ แดดมันออกจะจ้านิดหน่อยนะ ใส่ไปเผื่อไว้ก็ดี” ชางมินร้องเตือนอยู่ไกลๆ สักพักจุนซูก็เดินออกมา
“พร้อมแล้วฮะ”
“อ่ะ ไอ้มิน ฉันทำยาเส้นเสร็จแล้ว ใส่ให้ยัยแบรนด์ด้วยละกัน” ยูชอนยื่นถุงพลาสติกบรรจุยาเส้นเปียกหมาดๆ ส่งให้ชางมินก่อนจะไปจัดการของตัวเองไกลๆ เงียบๆ จุนซูที่เชิดหน้าไปทางอื่นเหลือบมองด้วยหางตา ... รู้สึกแปลกๆ
“ถอดรองเท้าออกมาก่อนนะ พี่จะเอายาเส้นปูให้ ตอนเดินป่าทากจะได้ไม่เข้ารองเท้า”
“มันก็เหม็นสิฮะ เอ่อ แต่คู่นี้ไม่แพง อืม อ่า ... ก็ได้ฮะ” ถอดรองเท้ายื่นให้อย่างไม่เต็มใจนัก
ทั้ง สามคนออกเดินทางไปตามเส้นทางเดินป่าที่ทางเจ้าหน้าที่ประจำเขาซอรัคซานแนะนำ พร้อมกับส่งแผนที่ให้กับยูชอน ชางมินถือกระเป๋าที่มีชุดยาสามัญและของว่างเล็กๆ น้อยๆ ยูชอนนั้นมีเป้ที่บรรจุน้ำเปล่าและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเดินป่า
ส่วนคิมจุนซูถือพัดพลาสติกตัวปลิวเดินตามหลัง
“แว๊กกกกกกกกกก อิตัวพวกนี้มันคืออะไรอ๊าาาาาาาา” เจ้าของฉายาเด็กแบรนด์กระโดดหยองแหยงด้วยปลายเท้าราวกับกำลังระบำบัลเล่ต์
“ใจ เย็นๆ จุนซู!! ไม่มีอะไรหรอกนะ นั่นมันตัวทาก ไม่ต้องกลัวๆ” ไม่ทันที่ยาเส้นจะออกฤทธิ์ ตัวประหลาดอันไม่พึงประสงค์ก็โผล่มาซะงั้น
“แอ๊!! ตัวทากนี่นะไม่ต้องกลัว ไม่อ๊าววววววว แง๊!!!”
“อยู่ นิ่งๆ ก่อน พี่จะเอาออกให้” ชางมินวิ่งกลับมาเอามือหยิบเจ้าสัตว์สีดำลำตัวเส้นออกไปจากขากางเกงของเด็ก น้อย อีกคนเองก็สาวเท้าเร็วพอกันแต่ก็หยุดยืนเว้นระยะไว้พอประมาณ
มองดูเพื่อนรักกำลังดึงตัวทากออกให้คนที่...
เขาหมั่นเขี้ยวเต็มทน
“สบายตัวเข้าหน่อยก็เดินร่าไปจากพวกเราซะงั้น” ชางมินส่ายหัวน้อยๆ พลางพึมพำกับยูชอน
“เดินทางกันอีกสักนิดแล้วค่อยพักกัน” ยูชอนทำเป็นไม่ได้สนใจแต่หารู้ตัวไม่ว่าตนไม่ได้สบตากับคู่สนทนาด้วยซ้ำไป
และชางมินเอง...ก็
ออกจะฉลาด
ประกาย แดดยามกลางวันสะท้อนภาพหน้าผาสูงชันรอบข้างที่มองลงไปก็เห็นทิวทัศน์สุดลูก หูลูกตา ต้นไม้สูงชะลูดที่ไม่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ปุยเมฆขาวล่องลอยอยู่ใต้ผืนฟ้า
และสิ่งมีชีวิต “น่ารักๆ” ที่เอาแต่เพลิดเพลินผิดกับนิสัยติดหรูลิบลับ
//...ขวับ!!
จุนซูหันหลังกลับเมื่อรู้สึกว่ามีสายตาจ้องมอง และยังรู้สึกอีกว่าตนกำลังเดินอยู่คนเดียว
อวบน้อยหน้ามุ่ยเมื่อหันไปเห็นชางมินนั่งอมยิ้ม แต่อีกคนนั้นง่วนอยู่กับน้ำดื่มและของว่างที่เขาพกมา
“ชริ ทำเป็นเงียบ คิดว่าเท่นักรึไง แบร่~” สีหน้าหมั่นไส้ถูกแสดงออกมาเพียงชั่ววินาทีแต่...
“แดด ร้อนไปเหรอน้องจุนซู ไหงทำหน้าเหยเกแล้วก็พูดคนเดียวแบบนั้นล่ะครับ ฮ่ะๆๆ” เจ้าตัวเล็กหน้าแดงเพราะอายที่ถูกพี่ชายคนสนิทแซวเข้าจนได้
“อยู่กับใครบางคนมากไปจนติดนิสัยแปลกๆ มาใช่มั้ยฮะ” ปากยู่หน้างอตามฉบับเขาล่ะ
“เอ่า แหนะ ขนาดพี่ยังไม่เว้นทำเสียงน้อยใจสิน่า เอาเถอะๆ มานั่งพักดื่มน้ำกันก่อนนะ” จุนซูรับน้ำแร่ไปแล้วก็เด้งตัวออกไปวิ่งเล่นจนผู้ปกครองทั้งสองมองหน้ากัน เนือยๆ
“ถ้าขากลับบ่นเหนื่อยมานี่ เราสองคนคงงานเข้าเลยว่ะ” ชางมินพูดขำๆ
‘เด็กนายนี่หว่า แบกไปคนเดียวเหอะ’ นี่คือคำตอบที่ชางมินหวังจะได้ยินแต่ผิดคาดเมื่อนอกจากยูชอนจะไม่ตอบอะไร แล้ว เพื่อนรักปากดีของเขายังเดินถือของบางอย่างมุ่งไปทางเจ้าอวบเสียด้วย
จุน ซูยืนหันหลังให้แนวต้นสนที่ผู้ร่วมเดินทางของเขายังนั่งพักผ่อนอยู่แล้วมอง ไปยังแผ่นดินเบื้องล่างที่แสนน่าตื่นตาตื่นใจ แต่แล้วเสียงของคนบางคนก็ทำให้สะดุ้งน้อยๆ
“นี่ๆ” ไม่เพียงแต่เรียก เจ้าของเสียงยังเอาวัตถุอะไรบางอย่างมาจิ้มที่ไหล่เขาอีก พอหันหลังกลับไปก็... ตามคาด
ปาร์คยูชอนยืนนิ่งสู้หน้าอยู่ใกล้แค่เอื้อมและในมือกร้านของคู่กัดนั้นมีขนมอมยิ้มอยู่หนึ่งอัน
จุน ซูแอบรู้สึกพอใจอยู่ลึกๆ เมื่อคนตรงหน้านั้นดูอึดอัดกระอักกระอ่วนเพราะเขาไม่ยอมตอบอะไรสักคำ ทั้งคู่จึงยืนมองหน้ากันอยู่อย่างนั้นจนกระทั่ง
“อ่ะ เอามาให้ ก็ เออ...คือ ความจริง... คือ มันเหลือน่ะ รับๆ ไปละกัน” ยูชอนยื่นจุ๊ปปาจุ๊บให้กับคนตัวเล็ก แต่จุนซูกลับเฉยมองกิ่งไม้ใบหญ้าไปเรื่อย
“รังเกียจของเหลือสินะ ตามใจ๊!! อีกสักหน่อยจะเดินกันต่อแล้ว อย่าหาว่าไม่มีเวลาให้พักแล้วกัน” ท่าทางกระฟัดกระเฟียดนั้นทำให้จุนซูคิดว่าตนเองกำลังส่องกระจกอยู่เสียอีก ... ทำงอนเป็นเด็กๆ ไปได้
ไม่ทันที่ยูชอนจะได้หันกลับดี มือของเขาก็ถูกรั้งไว้ พอหันกลับไปมองอีกทีก็เจอคนน่ารักกำลังแกะลูกอมด้วยใบหน้าอมยิ้มนิดๆ
“แล้วจะ เดินไปไหนล่ะนั่น” ยูชอนยังไม่ทันจะตั้งตัวหรือเข้าใจอะไรดีงงกับท่าทีของอดีต?ศัตรูคู่กัดที่ ส่งพลาสติกห่ออมยิ้มคืนให้เขาและกำลังจะเดินหนีเขาไป
“ไปนั่งสบายๆ หายใจลดโลกร้อนสิถามได้” ส่งเสียงแว้ดๆ ทั้งๆที่ในปากก็ยังอมขนมหวานอยู่ตุ้ยๆ
“ไปด้วยได้ป่ะ” ยูชอนแกล้งแหย่
“นาย ไปก็จะมีแต่จะทำให้ตรงที่ฉันนั่งร้อนขึ้นน่ะสิ ไปนั่งนิ่งๆ ไกลๆ หาที่บังเถิกเถอะไป๊” จุนซูแหย่คืนแรงยิ่งกว่าแล้วก็ปัดก้นหนีไม่สนว่าอีกคนจะตอบโต้ยังไง
“พอง้อละเอาใหญ่!!” ยูชอนงึมงำไล่หลังทำหน้าเศร้า
จุนซูไปนั่งข้างชางมินเงียบๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบมองผู้ร่วมทางอีกคนที่นั่งอยู่ไกลๆ
...แถมยังไม่พูดอะไรสักคำแม้แต่กับเพื่อนของตัวเอง
“ไอ้ ไก่คิ้วต่ำจะต้องเล่นอะไรบ้าๆ กับจุนซูอีกแน่ๆ เลยอ่ะพี่ชางมิน” ลิ้นเล็กยังรับรสหวานจากอมยิ้มรสโคล่าอยู่ แต่ความรู้สึกไม่ได้จดจ่ออยู่กับขนมเลยสักนิด
“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับหืม ?”
จุนซูไม่ได้ตอบไป ตอนนี้ภาพคนบางคนที่ยื่นอมยิ้มให้ยังติดตา ของเหลืองั้นเหรอ? โกหกทั้งเพ!!
หลัง จากที่เกิดจลาจลชามโจ๊กเมื่อเช้า จุนซูก็มองเห็นยูชอนแวะไปที่ร้านค้าของอุทยานเพื่อไปซื้อขนมและเครื่องดื่ม ... รวมทั้งจุ๊บปาจุ๊บที่อยู่ในปากเขาตอนนี้ด้วย
ร่างเล็กยังคงมองไปยังจุดเดิม จุดที่ผู้ชายคนที่อยู่ในความคิดของเขาตอนนี้นั่งคลี่พลาสติกห่อลูกอมเล่น
จุนซูรู้ว่ามันไม่ใช่แค่พลาสติกเท่านั้น แต่เขายังจำกระดาษยับๆ สีขาวที่แนบมากับขนมได้ดีแม้ได้ตั้งใจมองเพียงไม่กี่วินาที
...ดีกันนะ...
สั้นๆ แต่เข้าใจ และคำๆ นี้ที่เขียนด้วยลายมือยึกยือของยูชอนทำให้เขาแปลกใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็มากพอที่จะทำให้เขาส่งยิ้มให้ด้านข้างของคนนั่งหงอย
---------------#o#---------------
ระหว่าง ทางเดินป่า ชางมินผู้คงแก่เรียนก็ศึกษาพันธุ์ไม้ต่างๆ ตามประสาของคุณหมอผู้ใฝ่รู้ ส่วนยอดชายนายปาร์คก็ส่องนก ส่องไม้ ( ไม่ส่องปลา? ) ไปตามประสา ไม่มีใครสนใจหนูน้อยหน้างอที่เต้นง้องแง้งเรียกร้องความสนใจแม้แต่น้อย
น่าเอ็นดู
“ป่า ปิดคืออะไรเหรอฮะพี่ชางมิน” ในที่สุดจุนซูก็เจอของเล่นใหม่เข้าจนได้ ป้าย ‘ป่าปิด’ เก่าๆ ตั้งอยู่ริมทางเดินป่า ซึ่งด้านหลังของป้ายนั้นก็ยังมีทางเดินเล็กๆ ที่น่าค้นหาอีกด้วย
“ก็คือ ป่าที่เขาอนุรักษ์และไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปกันน่ะ คือประมาณว่า อย่างน้อยก็ขอให้เหลือพื้นที่บางส่วนที่คนไม่สามารถเข้าไปทำอะไรมันได้” ชางมินตอบไปทั้งๆ ที่ตายังจดจ่ออยู่กับต้นไม้สวยงามโดยไม่ได้รู้เลยว่า ...
ไอ้คนที่มันอยากรู้อยากเห็นนั้นได้หายไปจากวงโคจรแว่นขยายคุณหมอและกล้องส่องทางไกลเด็กอินดี้ซะแล้ว
“เข้า มาดูนี่สิ!!” เสียงตะโกนของคนที่คุณก็รู้ว่าใครดังลั่นมาจากที่ใดสักที่ในเขตอุทยาน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือคนรับสารไม่สามารถมองเห็นคนส่งสารได้เลย
“น้องจุนซูอยู่ไหนครับ”
ไม่มีเสียงตอบกลับ มีแต่เสียงคนย่ำใบไม้อยู่ไม่ไกลนัก นั่นก็ยิ่งทำให้คนสองคนที่อยู่ข้างนอกกระวนกระวายเป็นเท่าตัว
“เฮ้ย! ไม่สนุกนะแบรนด์ อยู่ไหนเนี่ย” ยูชอนวางกล้องส่องทางไกลลงแล้วพยายามก้าวเท้าไปในทิศทางที่คิดว่าจะเป็นที่ ที่เด็กเจ้าปัญหาอยู่ในตอนนี้
ส ว บ ~ … ส า บ ~
เสียงย่ำเท้าเรียกความสนใจจากสายตาสองคู่ได้ทันที
“อยู่นี่ มาตรงนี้เร็ว ^ ^” ท่ากวักมือเรียกพร้อมรอยยิ้มตาหยีทำเอาคนทั้งสองถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินตามไปด้วยความกังวลใจ
“ออกมาเดี๋ยวนี้จุนซู พี่ก็บอกไปแล้วไงว่าเขาห้ามเข้า” ชางมินเอ็ด
“นิด เดียวเองนะพี่ชางมิน แล้วจุนซูรับรองว่าถ้าเข้ามากันแล้วจะไม่ผิดหวังเลยแหละ” ยกนิ้วหัวแม่มือปัดปลายจมูกเพิ่มความน่าเชื่อถือแบบเด็กๆ จนผู้ใหญ่หนักใจ ยูชอนที่เอาแต่ยืนฟังอยู่เมื่อครู่ก็หันไปหาเพื่อนสนิท
“ก็ไม่น่าจะเป็นอะไรมั้ง เราเข้าไปแค่แป๊บเดียวเอง”
“ว่าง่ายก็แค่ครั้งนี้สินะรุ่นพี่หัวเหม่ง” หลอกด่าแล้วก็หายจ้อยไปหลังพุ่มไม้ ผู้ใหญ่ทั้งสองจำต้องเดินตามอย่างเสียไม่ได้
และ แล้วสองหนุ่มเพื่อนซี้ผู้รักธรรมชาติก็ต้องตาค้างกับสิ่งที่เห็นอยู่เบื้อง หน้า เมื่อหลังพุ่มไม้หนาทึบมีแอ่งน้ำตกซ่อนอยู่โดยแหล่งน้ำของแอ่งแห่งนี้คือ หน้าผาน้ำตกขนาดใหญ่ที่ส่งเสียงซ่าไปทั่วบริเวณใกล้เคียง นอกจากนั้นต้นไม้สูงชะลูดยังเบียดเสียดกันอยู่บนพื้นที่กว้างขวางและคงความ เขียวขจีตลอดปี
“มีสมุนไพรน่าสนใจอยู่หลายตัวเลยว่ะ ฉันฝากจุนซูด้วยแล้วกันปาร์ค” ไอ้ตัวเล็กหันขวับด้วยความตกใจไม่แพ้กันกับบุคคลที่ถูกเอ่ยชื่อ
“พี่ ช..ชะ พี่ชางมิน!” ไม่ทันเสียแล้วเมื่อคุณหมอแวบหายไปในพงป่าไม่รับฟังเสียงใดๆ
สอง คนที่เหลือมองหน้ากันด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนแต่เท่าที่ต่างคนต่างจ้อง แววตากันแล้วนั้น ช่างห่างไกลจากคำว่า “เหม็นขี้หน้า” ที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้
“ก ก็ ฉ ..ฉั ... ฉันไปเล่นน้ำนะ นายจะอยู่ตรงนี้?” จุนซูกอดอกหันหลังให้อีกฝ่าย
“อืม อยากไปก็ไปดิ ใครห้ามนายเล่า”
รั้งกูบ้าง ... ห่วงกูบ้าง ไหนๆ ก็อุตส่าห์ลงทุนซื้อจุ๊บปาจุ๊บ ....เอ๊ยยยย ไหนๆ พี่ชางมินก็อุตส่าห์ฝากฝังต่างหากเล่า!!
“ใส่นี่ไว้ ของแบรนด์ อย่าให้เปื้อน เข้าใจ๊?!” หมวกใบเล็กถูกสวมลงบนหัวของนายหน้าไก่อย่างลวกๆ ก่อนเจ้าของหมวกจะวิ่งลงน้ำไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
“เอ้าแบ รนด์!! ว่ายน้ำเป็นเหรอเรา แล้วหินมันลื่นนะ น้ำก็ดูเหมือนจะลึกด้วย!!” ยูชอนตะโกนใส่จุนซูทั้งยังวิ่งตามไปยังขอบแอ่งน้ำสีเขียวใส
“ห่วงนักก็ลง มาเฝ้าสิไอ้ไก่คิ้วต่ำ แบร่~!” แลบลิ้นปลิ้นตาอยู่ในน้ำ แต่แทนที่ยูชอนจะเคืองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาก็กลับเอาคำพูดของอีกฝ่ายไป คิดเสียนี่
...ห่วง...
...?...
“เฮ้ย! ใครห่วงอะไร ไม่มี๊!! ก็แค่ชางมินมันฝาก เห็นแก่เพื๊อนนนน!!”
“อ่ะเหรออออออ ทำไมต้องลากเสียงสูงแบบนั้นด้วยล่ะคร๊าบบบบบบบบบบ ชริ!”
ทุกคำที่พูดออกไปยูชอนก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันขัดกับความจริงอยู่มากโข แต่จะทำยังไงได้ ...คนมันไม่ถูกกันมาตั้งแต่ต้น
จะให้มาพูดกันดีๆ เพราะอีกคนทำตัว ‘น่ารัก’ แบบไม่รู้ตัวแค่นี้อ่ะนะ??
เอาเปรียบกันไปหน่อยมั้งคุณ
“ช่วย ด้วยยยยยย!!! ตาไก่ๆๆๆ แง๊ๆๆๆๆ เท้ามันชา ฮืออออออ ว่ายน้ำไม่ได้ แง๊ๆๆๆ ช่วยด้วยๆๆๆ” เสียงโวยวายแบบเด็กๆ ดังก้องจนสะท้อนแผ่นหินไปทั่ว แม้แต่ชางมินที่อยู่ไกลๆ ยังต้องแหวกกอเถาวัลย์มา ...แต่ก็ช้าไป
ปาร์คยูชอนสวมบทฮีโร่วิ่งลงน้ำและพยายามไปให้ถึงเด็กแบรนด์จอมยุ่งให้เร็ว ที่สุด เพราะไอ้เท้าชาที่ว่าคงหนีไม่พ้นตะคริว ... แอ่งน้ำที่นี่มันเย็นมากจริงๆ
“น้ำมันเย็นมากก็แบบนี้แหละ ขึ้นฝั่งก่อนเร็ว..ป่ะ” ยูชอนหันหลังให้เพื่อบอกเป็นนัยๆ ว่าให้คนเจ็บเกาะหลังเขาไป
“คิก คิก วะฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ นอกจากจะหัวล้านแล้วยังหัวอ่อนอีกนะเนี่ย กร๊ากกกกกกกกกกก” คนที่ยืนหันหลังให้หันมาพร้อมใบหน้าเหวอรับประทาน ส่วนคุณหมอที่อยู่บนฝั่งก็กอดอกทำหน้าคาดโทษใส่คนขี้แกล้งไปตามระเบียบ
“ไม่เป็นตะคริวแล้วงั้นสิ?” เสียงยูชอนราบเรียบต่ำลงไปจนน่าหวั่นใจ
“อื้ม” แต่คนเสียงใสยังตอบรับหน้าชื่นตาบาน
“งั้น ก็มาเล่นน้ำกันเถอะ ... ยัยตัวแสบบบบบ!!!!!” เสียงทุ้มลากยาวตวาดเด็กน้อยจนขวัญเสียแต่ก็ไม่สามารถหนีไปไหนได้ทันเมื่อ โดนล็อกไว้จนนิ่งเพื่อรอรับการเอาคืนของไก่ผู้เสียรู้
“ว๊ากกกกกกกก กกกกกกกกกกไอ้รุ่นพี่ไก่!!!! ปล่อยเค้าน้าาาาาาา!!!” เสียงร้องโวยวายดังขึ้นพร้อมๆ กับเจ้าตัวที่ดิ้นพล่านจนตีแผ่นน้ำแตกกระเซ็นไปหมด แต่ไม่ทันที่คิมจุนซูจะโดนปาร์คยูชอนจับกดน้ำ...
“เขตป่าปิดเป็นเขต หวงห้าม กรุณาออกไปเดี๋ยวนี้ครับ!” เจ้าหน้าที่ชุดลายพรางทหารเดินออกมาจากอีกด้านของผาน้ำตก ทำเอาคนทั้งสองวิ่งขึ้นจากน้ำแทบไม่ทัน ชางมินเองก็ออกมาตามคำสั่งนั่นด้วย
“ครับผม!” สามหนุ่มรับคำก่อนจะวิ่งไปตามทางออกเส้นเล็กๆ ไม่คิดชีวิต
---------------#o#---------------
“ปิดเทอมพวกมึงจะทำอะไรกันวะ” ฮยอกแจโยนกิ่งไผ่ไม้ค้ำจำเป็นเข้าไปในพงป่าเพื่อส่งคืนให้กับธรรมชาติ (?)
“กูจะคิดถึงพวกมึงให้มากๆ ติดต่อกันบ่อยๆ นะเพื่อน” พ่อตาตี่อูยองเอ่ยเสียงขรึมด้วยใบหน้าจริงจังจนเพื่อนๆ หันมามองเป็นจุดเดียว
“กู ไม่เชื่อ! ปิดเทอมกี่ทีๆ กูก็เห็นมึงโทรหากูแค่ครั้งเดียวเพราะไม่มีเงินลงทะเบียน!” ซึงฮยอนบ่นอุบระบายความอัดอั้นตันใจ ตามด้วยเสียงงึมงำแสดงความเห็นด้วยของทุกคน
“ต้องกูนี่ คยูคนดีจะช่วยแม่หาเงินเว้ย!!” สีหน้ามุ่งมั่นของคยูฮยอนทำให้เพื่อนๆ ปลาบปลื้มกันเป็นแถบๆ
“มึงเป็นคนดีมากว่ะ กูภูมิใจแทนแม่มึงจริงๆ ว่าแต่จะทำพาร์ทไทม์เหรอ” ทงเฮวิ่งดุ๊กๆ มาอยู่ตรงหน้า
“พาร์ททงพาร์ทไทม์อะไรกันมึงหนิ กูก็จะช่วยแม่ไปตามกำลัง แล้วแต่ว่าวันไหนพ่อซ่อนเงินได้มากเท่าไหร่เท่านั้นเอง”
“ไอ้เพื่อนเวร!” ทงเฮผู้หลงผิดสบถครั้งใหญ่ตามด้วยเสียงหัวเราะฮาครืนของทุกคน
“เฮ้ย!! นั่นพวกแกใช่เปล่าวะ ไอ้คังอิน! ใช่พวกแกรึเปล่า?” ยูชอนที่วิ่งออกมาเหนื่อยๆ ตะโกนถามหลังจากที่ได้ยินเสียงดังคุ้นหู
“เอ้อๆ พวกฉันเอง แกอยู่ไหนวะ -- อ้าวอยู่นั่นเอง อ่้าวเฮ้ย!” ทุกคนมาพบกันตรงทางกลับไปยังที่พักโดยบังเอิญ แต่สภาพของอีกสามคนที่มาสมทบทีหลังนั่นสร้างความสงสัยให้กับพวกกลุ่มใหญ่ อย่างมาก
“ทำไมลูกพี่เปียกม่อล่อกม่อแลกอย่างนั้นล่ะ” ชินดงถาม
“สภาพ พี่ชางมินกับจุนซูก็ดูไม่ค่อยจะอำนวยเลยนะ” ซองมินโผล่มาจากข้างหลังเมื่อเห็นชางมินหอบแฮ่กๆ ส่วนจุนซูเองก็เปียกปอนไม่แพ้ลูกพี่ใหญ่ของทุกคน
“ฮัดเช้ย!!!” จู่ๆ เสียงจามก็ดังขึ้น ไม่ใช่ใครที่ไหน ต้นเหตุของการที่ต้องวิ่งหนีเจ้าหน้าที่อย่าง ‘คิมจุนซู’ นั่นเอง
“เป็น หวัดแน่เลยจุนซู เห็นว่าน้ำมันเย็นมากเลยนี่นา” คุณหมอชางมินวินิจฉัยโรคและกำลังจะถอดเสื้อแขนยาวออกมาคลุมกันหนาวให้น้อง ชายคนสนิทแต่ก็ออกจะช้าไปเสียหน่อย...
เมื่ออีกคนที่พอได้ยิน “สมมติฐาน” ของคุณหมอเพื่อนซี้แล้วก็แทบจะฉีกกระเป๋าเป้เอาเสื้อแขนยาวมาคลุมตัดหน้า เพื่อน ... ต่อหน้าต่อตาพยานบุคคลที่แทบหยุดหายใจ
ชางมินก็ได้แต่แอบอมยิ้มกับคังอิน ... ลับๆ
.
.
.
ตะวันตกดิน – พระจันทร์ดวงโตก็ลอยเข้ามาแทนที่
ชาว ชมรม Family Outing รวมตัวกันที่กองไฟที่เดิมเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเฮฮาก่อนเข้านอน รวมทั้งเล่นเกมสนุกสนานประหนึ่งเข้าค่ายลูกเสือ คังอินกับชินดงยกตะกร้ามันหวานมาวางไว้ข้างพ่อครัวเรียววุคเพื่อเตรียมห่อ ฟอยล์แล้วเผาเจ้ามันหวานให้กลายเป็นมันเผาที่ทุกคนแสนโปรดปราน
“ทาน ยาแล้วก็ต้องนอนพักสิครับน้องจุนซู ออกมาตากน้ำค้างทำไมกัน” ชางมินท้วงน้องน้อยที่สวมเสื้อกันหนาวตัวเบิ้มออกมายืนรอที่หน้าเต๊นท์ลาย ทหาร
“อ่า ขอไปนั่งเล่นกับพวกชมรมซักแป๊บนะฮะ แล้วก็ เอ่อ ...” พูดอึกอักพลางชูเสื้อแขนยาวที่ยังไม่แห้งดีของยูชอนขึ้นมาอย่างเคอะเขิน
“ฝากพี่ไว้ให้มันก็ได้” ชางมินเสนอตัวช่วย แต่พอเห็นใบหน้าอึดอัดก็พอจะเดาออก
“อ้อๆ พี่จำได้ว่าต้องยกของไปที่แค้มป์ไฟ จุนซูเอาไปให้ไอ้ปาร์คมันเองก่อนแล้วกัน เดี๋ยวพี่ตามไปนะครับ” แก้ไขสถานการณ์ได้ถูกใจกันทั้งสองฝ่ายจุนซูก็รับคำแล้วเดินไปก่อนจนชางมิ นไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ... คนเรามันเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้?
“เออนี่ชินดง” เรียววุดเอ่ยขึ้นขณะฉีกกระดาษฟอยล์อย่างชำนาญ
“มีอะไร” เจ้าหมูอ้วนกำลังขนฟืนใส่กองไฟก่อนจะลงมานั่งข้างๆ
“อ.Steve แกบ่นๆ เรื่องเรียงความ “My Grandfather” ของนายอ่ะ ทำไมเนื้อหามันเหมือนกับพี่สาวของนายที่เรียนวิชานี้เมื่อปีที่แล้วเลยล่ะ” เรียกความสนใจจากทุกคนได้เช่นเคย
“ไอ้ที่มันแปลว่า ‘ปู่ของฉัน’ ใช่มะ?”
“อื้อๆ นั่นแหละ” เรียววุคใส่มันห่อฟอยล์ลงไปในกองไฟก่อนจะหันมาหาชินดง
“ก็ไม่เห็นจะแปลกเลยนี่”
“ไม่แปลกได้ยังไงเล่า มันเหมือนกันเปี๊ยบเลยนะ” เรียววุคท้วง
“อ้าว! ก็ปู่ของฉันกับของพี่เป็นคนเดียวกันนี่หว่า มันก็ต้องเหมือนกันสิถามได้” ชินดงแถไปข้างๆ คูๆ เมื่อถูกจับได้ว่าลอกเรียงความพี่สาวจนเพื่อนร่วมชั้นปีอดโยนกิ่งไม้ใบหญ้า ใส่ไม่ได้ แต่เจ้าอ้วนก็ยังหัวเราะชอบใจ
“ออกมาทำไมกัน เป็นหวัดนี่นา” ซองมินเพื่อนใหม่ร้องทักจุนซูที่เดินมานั่งข้างๆ
“แวะ มานั่งเล่นด้วยแป๊บเดียวน่า ยายังไม่ออกฤทธิ์เลย” จงใจพูดเสียงดังขึ้นนิดหน่อยเมื่อสายตาอีกคู่จ้องมองมาราวกับอยากจะตำหนิว่า คนป่วยควรไปพักผ่อนเสีย
“กลับจากแคมป์ก็ต้องสอบไฟนอลสินะพวกเรา เฮ้อ มีใครอ่านหนังสือแล้วบ้างหรือยังอ่ะ” จงฮยอนถามขึ้นมา เกือบจะทุกคนที่ส่ายหน้าไปมาแสดงถึงความขยันหมั่นเพียรที่ติดตัว(มา น้อย)ตั้งแต่จำความได้
“กูก็คนนึงแหละที่ไม่อ่าน เพราะคนที่นั่งสอบข้างกูเขาอ่านจนจบแล้ว เนาะซองมินเนาะ” แดซองส่งสายตาวิบวับให้เพื่อนตัวน้อยก่อนจะโดนกิ่งไม้ไร้ที่มากระแทกต้นคอ เต็มๆ แต่ก็ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใคร ... และแล้วสงครามย่อมๆ ระหว่างแดซองและคยูฮยอนก็บังเกิดขึ้น
“เอามาคืน แต่ยังไม่แห้งนะ” ยูชอนสะดุ้งเมื่อจู่ๆ คู่กัดสุดน่ารักก็เดินมาสะกิดที่ไหล่พร้อมกับยื่นเสื้อแขนยาวที่เขาสวมให้ ร่างเล็กเมื่อตอนบ่ายให้
“อืม ชางมินล่ะ” พอไม่รู้จะพูดอะไรต่อก็ยกชางมินขึ้นมาอ้าง จุนซูนั่งลงข้างๆ ไก่เถิกสุดหล่อท่ามกลางสายตาหลายๆ คู่ที่จ้องมองด้วยความงงงัน
“เขาดีกันแล้วเหรอ” ทงเฮสะกิดฮยอกแจ
“กูก็กำลังคิดว่ามันจะได้สักกี่วัน ฮ่ะๆ” อีกคนตอบ
ไม่ ทันที่จุนซูจะได้ตอบคำถาม ชางมินก็เดินเข้ามานั่งและเป็นช่วงที่คังอินกำลังจะโม้แหลกอยู่พอดี แต่น้องชายที่เคยตัวติดเขาหนักหนากลับหันมาเพียงยิ้มให้โดยไม่ได้เอะใจเลย ว่าเขาไม่ได้ยกอะไรมาตามที่อ้างเมื่อตอนคุยกันหน้าเต็นท์สักนิด
...ยิ่งกว่าน่าสงสัยนะคู่นี้...
“อาทิตย์ ก่อนพ่อพาขึ้นโรงพักไปประกันตัวหลานเว้ย แมร่ง คนไหว้พ่อกูเต็มเลย” รองประธานชมรมได้จังหวะทุกคนกำลังเงียบชงเรื่องที่ไม่ค่อยจะมีสาระขึ้นมา เป็นประเด็น จุนซูนึกงง
“คืนก่อนพี่บอกว่าพ่อพี่ขายลูกชิ้นนี่นา โหยยย มาทำเป็นปิดบังนะ ความจริงพ่อพี่ต้องใหญ่มากอ่ะดิ” ยูชอนส่ายหัวกับความไร้เดียงสาของจุนซู
“เปล่าจ้ะ พ่อพี่เป็นพระ”
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ” ทุกคนหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันเมื่อมุขควายของคังอินได้ออกโรงมาปิดท้าย จุนซูที่เหวอไปครู่หนึ่งก็ถึงกับชูนิ้วหัวแม่มือชื่นชมความสามารถของคังอิน ก่อนจะร่วมวงปาร์ตี้มันเผา
ขณะที่ทุกคนกำลังเฮฮากับเรื่อง เล่าขำขันและเกมคลายเครียดอยู่นั้น จุนซูก็รู้สึกหนักๆ ที่เปลือกตา ร่างเล็กพอรู้ตัวว่ายาเริ่มออกฤทธิ์จึงขอตัวไปนอน
“ให้พี่ไปส่งมั้ยจุนซู” ชางมินถาม
“ไม่ เป็นไรฮะ พี่ชางมินเล่นเกมกับทุกๆ คนต่อเถอะ ราตรีสวัสดิ์นะทุกคน” ร่างเล็กเดินไปทางบริเวณเต็นท์ที่พักโดยมีสายตาคู่หนึ่งมองตามไปจนลับตา
.
.
.
“นี่ๆๆ” จุนซูวางโทรศัพท์มือถือที่เล่นเกมค้างไว้ลงข้างหมอนก่อนจะตะโกนถามออกไปเมื่อมีใครบางคนมายืนเขย่าเต็นท์อยู่ด้านนอก
“ใครน่ะ”
“ฉันเอง” เสียงทุ้มตอบกลับมา
“มี อะไร จะมากวนอะไรฉันอีก คนป่วยก็ยังไม่เว้นนะไอ้รุ่นพี่หน้าไก่ นายนี่เป็นคนที่แย่จริงๆ เลย” จุนซูร่ายยาวจนยูชอนต้องกลอกตากับฟ้ามืดและไอหมอก
“ยัยปากเสีย คนเขาอุตส่าห์มีน้ำใจเอาผ้าห่มมาให้ เพราะเห็นว่าป่วยหรอกนะ” จุนซูถึงกับอึ้งไป แต่ก็ยังทำตัวเก้ๆ กังๆ กับท่าทีที่เปลี่ยนไป ... ทั้งตัวเอง และ ใครอีกคน
“เอาวางไว้ตรงนั้นแหละ แล้วก็กลับไปซะ ฉันไม่อยากเห็นหน้านายก่อนนอน เดี๋ยวฝันร้าย” ทำเป็นวางฟอร์มแต่ที่แท้ก็แค่ทำตัวไม่ถูก
“แหม อย่างกับคนอื่นเขาอยากจะเห็นนายนักนี่ แค่นี้ก็ขนลุกจะแย่”
“ทำไมๆๆๆๆ ฉันมันน่าเกรงใจล่ะสิ ฮ่ะๆๆๆ” จุนจังหัวเราะชอบใจไปใหญ่กับการเข้าข้างตัวเอง
“เปล่า เห็นหน้าแล้วปวดอึต่างหาก แบร่~ ฝันดีผีรอบเต็นท์นะแบรนด์!!! ไปล่ะ” ยูชอนทิ้งผ้าห่มตัวเองไว้หน้าเต็นท์จุนซูก่อนจะไปแย่งห่มกับชางมินที่เต็นท์ ลายพราง ทันใดนั้นเสียงแหลมก็หวีดร้องให้รำคาญหูไปทั่ว
“ไอ้ไก่ไม่มีไรผม!!!!!!!! เค้างอนนนนนนนนนนนมากกกกกกกกกกกกกก”
ยูชอนแอบขำอยู่คนเดียวในเต็นท์ของชางมินที่เจ้าของยังไม่กลับเข้ามา ก่อนจะแอบโผล่หน้าออกไปข้างนอกอีกครั้ง
ผ้าห่มที่เขาวางไว้หายไปแล้ว
ไฟโทรศัพท์ของยัยแบรนด์เจ้าปัญหาก็ดับลงแล้วด้วย
พรุ่งนี้..
ถ้าเพียงแต่คนหนึ่งแสดงออก...
ถ้าเพียงแต่คนหนึ่งมีความกล้า...
ถ้าเพียงแต่คนสองคนคิดตรงกัน...
ก็คงดี....
TBC
Tags: tvxq fiction, yoosoo, yusoo, ยูชอน, ยูซู2 Comments
YUNJAE Supporter♥•สนับสนุนยุนแจอย่างเป็นทางการ•♥